15/07/2026
40+ ออกกำลังกายเท่าไหร่ กล้ามเนื้อก็ไม่ขึ้น
คุมอาหารยังไง ไขมันก็ลงยากมาก
ง่วงตอนกลางวัน ทั้งที่นอนหลายชั่วโมง
หลายคนคิดว่าเลยต้องยิ่งออกกำลังกายหนักอีก
หรือคุมอาหารขึ้นไปอีก
จ๋าอยากให้ลองกลับมาดู “การนอน” ก่อนค่ะ
ว่าเรานอน “พอ” และ “มีคุณภาพ” แล้วหรือยัง?
- นอนพอ คือ นอนประมาณ 7–8 ชั่วโมง จำนวนชั่วโมงที่เหมาะกับตัวเราคือพอเท่าที่ตื่นมาสดชื่น
- นอนคุณภาพ คือ ระหว่างที่เรานอน ร่างกายได้ผ่านช่วงการนอนที่สำคัญครบแล้ว!
1. ช่วงหลับลึก (Deep Sleep)
เป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง และหลั่ง Growth Hormone ซึ่งช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ กระดูก และเนื้อเยื่อต่าง ๆ
2. หลับฝัน (REM Sleep)
เป็นช่วงที่สมองจัดระเบียบข้อมูล กำจัดของเสีย และช่วย ให้ตื่นมาสดชื่น ความจำดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น (จะมีแบบที่หลับฝันตื่นมาลืมเลยคิดว่าไม่ได้ฝันด้วยนะคะ) การหลับฝันถ้าเรามีตลอด ขยะในสมองถูกเคลียร์ ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ในตอนอายุมากได้เยอะมาก
จ๋ารู้ช่วงพวกนี้เพราะใส่พวกนาฬิกา หรือสายรัดที่วัดค่าพวกนี้ไว้ตลอดทั้งคืน ค่าที่วัดได้เทียบกับความรู้สึกของตัวเองจริงๆค่อนข้างไปทางเดียวกันจริงค่ะ
จ๋าสังเกตว่า วันไหนที่นอนไม่พอ หรือหลับไม่ค่อยมีคุณภาพ สมองล้า ง่วงง่าย ไม่มีสมาธิ อารมณ์เสียง่าย หงุดหงิดง่าย และรู้สึกว่าพุงไม่ลดเลยด้วยทั้งๆที่คุมอาหารซะดิบดี
วันไหนที่นอนดี แม้ออกกำลังกายหนักมา แต่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้เต็มที่ หายล้าไว กล้ามเนื้อขึ้น ถ้านอนดีได้ต่อกันสัก1-2อาทิตย์ รู้สึกพุงหมาน้อยของจ๋ามันลดลงค่ะ
อยากให้คิดว่า การนอน สำคัญจริงๆนะ
การนอน ไม่ใช่เวลาที่เราไม่ได้ทำอะไร
การนอนมันไม่ได้เสียเปล่า
มันคือช่วงเวลาทอง เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู และเตรียมเราให้พร้อมสำหรับวันถัดไป และในอนาคตต่อจากนี้
ถ้าอยากสุขภาพดีขึ้น อย่าโฟกัสแค่การกินกับการออกกำลังกาย เริ่มจากการนอนให้ดีก่อนเป็นอันดับแรกเลยค่ะ🤍
ใครอยากปรึกษาจ๋าเรื่องการนอน คอมเม้นว่า
“อยากนอนดี” ให้จ๋าทักกลับไปได้นะคะ
ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
#จ๋าออกแบบวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพ
15/07/2026
🏃♀️ ออกกำลังกาว ช่วยไมโตคอนเดรียกันค่ะ ใช้มันเผาผลาญอยู่ทุกวัน เคยลองอัพประสิทธิภาพมันแล้วหรือยัง
ทุกวันนี้ศูนย์รวมพลังงานชีวิตของเซลล์อย่างไมโตคอนเดรียมาแรงในวงการสุขภาพมาก ซึ่งออกกำลังกายทุกรูปแบบ ช่วยให้มันเก่งขึ้นได้หมดเลย ขอให้ออกเถอะค่ะ วันนี้อ่านเสร็จก็ลุกมาออกเลย
🧬 สำหรับคนที่เพิ่งเข้าวงการสุขภาพ อาจจะไม่คุ้นชื่อทับศัพท์ตัวนี้
ขอสรุปสั้นๆ ก่อนว่า น้องไมโตคือใคร
ไมโตคอนเดรีย เปรียบเสมือนโรงงานสร้างพลังงานในเซลล์เกือบทุกชนิดของเรา
(ยกเว้นแค่ในเม็ดเลือดแดงตัวเต็มวัย) อดีตอันไกลโพ้นเคยเป็นแบคทีเรียเล็กๆ ที่เข้ามาอาศัยร่วมกันแบบวิน–วิน จนกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของร่างกายมนุษย์วันนี้ แยกจากกันไม่ได้แล้ว และไม่ใช่แบคทีเรียอีกต่อไป
⚙️ แต่ถ้าบอกว่า “น้องสร้างพลังงานอย่างเดียว” จะดูถูกน้องเกินไปมากเลยค่ะ หน้าที่ของน้องมีมากกว่านั้นมาก
▪️ ผลิตสารสำคัญหลายชนิด เช่น ตัวกลางเมตาบอลิซึม, ฮอร์โมนบางชนิด เช่น MTOS-c เพิ่งค้นพบไม่นานมานี้เลย
▪️ ประสานงานกับอวัยวะย่อยอื่นในเซลล์ เช่น เก็บแคลเซียมในช่วงวิกฤติ, คุมสัญญาณรอด–ไม่รอด
▪️ สั่งเปิดสวิตซ์ปลิดชีพเซลล์ (Apoptosis) สำหรับเซลล์ที่หมดสภาพหรือเสี่ยงเกิดมะเร็ง
🏃♀️ อย่างที่ได้บอกไปค่ะว่า ออกกำลังกาย คือ 1 ในวิธีที่ส่งพลัง ที่แทบจะเพิ่มประสิทธิภาพไมโตคอนเดรียครบทุกมิติ
ออกกำลังกายทำหน้าที่เป็น “สวิตซ์อัพเกรด” เพราะกระตุ้นเซนเซอร์ AMPK / p38 stress / CaMK ที่รอคำสั่งได้ครบเลย ผลลัพธ์คือไมโตคอนเดรียทั้ง “จำนวน + คุณภาพ + โครงสร้าง” ดีขึ้นพร้อมกัน
▪️ อัตราการสร้างพลังงานต่อตัวดีขึ้น
▪️ เพิ่มจำนวนมากขึ้น (Biogenesis)
▪️ เพิ่มคุณภาพ (Mitochondrial Quality Control) → คัดแยกตัวเสีย ฟื้นฟูตัวดี
▪️ เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน (Plasticity) → โครงสร้างภายในปรับตามความต้องการ ไม่เอาแต่สร้างพลังงาน
▪️ ต้านความชราระดับเซลล์ → ลดการอักเสบเรื้อรัง การเสื่อมช้าลง ฟื้นตัวดีขึ้น
💪 แล้วไมโตคอนเดรียดีขึ้นแล้วยังไง? อะไรคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้?
▪️ กล้ามเนื้อเผาผลาญดีขึ้น ใช้ไขมันเก่งขึ้น → จึงเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมน้ำหนักระยะยาว
▪️ ลดการดื้ออินซูลิน → ป้องกันน้ำตาลสูงเรื้อรัง ซึ่งเป็นเหตุของหายนะสารพัด
▪️ เพิ่มประสิทธิภาพหลอดเลือด → ผลิตก๊าซ NO ดูแลหลอดเลือดได้ดีขึ้น
▪️ ลดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ เพราะ “ไมโตคอนเดรียเสียๆ” คือแหล่งกำเนิดอนุมูลอิสระเลยค่ะ
▪️ กล้ามเนื้อที่ทำงานดี จะหลั่งฮอร์โมนดีขึ้น ส่งสัญญาณถึงสมอง หัวใจ ตับ ไขมัน ให้ทำงานดีขึ้นด้วย
แทบจะทำให้อวัยวะกลับมาทำงานเป็นปกติ
และโรคเรื้อรังหลายโรคก็ดีขึ้น ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ก็มีโอกาสเกิดน้อยลง โดยเฉพาะของอันตรายอย่าง โรคหัวใจ โรคสมอง ก็เกิดน้อยลง
📚 รูปแบบการออกกำลังกายเกี่ยวมั้ย? ตอบก่อนว่าเกี่ยวค่ะ แต่มันเกี่ยวในเชิงรายละเอียดที่เสริมไมโตคอนเดรีย แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ส่งผลดีหมด
งานจาก Nature Communications 2025
พบว่ารูปแบบการออกกำลังกาย “แบบแอโรบิก” ให้ผลต่อไมโตคอนเดรียต่างกัน เช่น
▪️ ออกกำลังกายต่อเนื่องระดับปานกลาง (MICE) เน้นเพิ่มการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจน + เพิ่มจำนวนไมโตคอนเดรีย (biogenesis)
▪️ ออกกำลังกายหนักช่วงสั้นๆ สลับพัก (sprint-interval) ระบบควบคุมคุณภาพ + ตอบสนองต่อ stress ดีขึ้น → ไมโตคอนเดรียฟื้นตัวเก่งขึ้น
ส่วน “การออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance exercise)” แม้จะไม่ได้อยู่ในการศึกษาเดียวกัน แต่จากงานวิจัยด้านฟังก์ชันกล้ามเนื้อ ก็พบแนวโน้มคล้าย sprint-interval คือคุณภาพไมโตดีขึ้น
และที่เด่นมากเลยคือ มันเพิ่มมวลกล้ามเนื้อตรงๆ เลย ฟังก์ชันชีวิตดีขึ้น และช่วยรักษามวลกระดูกตรงๆ เลย
👉 สรุป: ออกกำลังกาย “ผสมหลายแบบ” ได้ผลดีที่สุด ทั้ง แอโรบิก + ออกแรงหนักช่วงสั้น + เสริมแรงต้าน และถ้ามีการยืดเหยียด ก็ได้มุมสุขภาพอื่นเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ
❤️ แต่นี่มันคือสำหรับคนออกเป็นนิสัยแล้วค่ะ ที่จะมานั่งเลือก มานั่งวางแผนการออกกำลังกาย สำหรับคนที่ยัง “ไม่เริ่มออก” เลย อะไรก็ออกไปก่อนค่ะ ให้สมองรับรู้ก่อนว่า มันสำคัญจริงๆ
ดังนั้นมาออกกำลังกายกันเถอะค่ะ ยาดี ครอบคลุม จ่ายด้วยความอดทนและวินัย
(หรือถ้าเริ่มแล้วสนุกมากขึ้น อันนี้ดีมากเลย)
และแน่นอนว่าแม้บทความเพจนี้มักจะเน้นการออกกำลังกาย แต่ต้องดูแลสุขภาพด้านอื่นให้ครบด้วยนะคะ โดยเฉพาะการกินค่ะ
09/07/2026
“ฝึกให้ล้มยาก ไม่ใช่ฝึกแค่ขานะ”
ต้องไล่ตั้งแต่ นิ้วเท้า ฝ่าเท้า ข้อเท้า น่อง หน้าขา หลังขา ขาหนีบ ก้นข้าง ก้นหลัง หน้าท้อง สันหลัง ซี่โครง หายใจ และสายตา
ฝึกทั้งตอนหยุดนิ่ง และตอนเคลื่อนไหว
ให้สมองทำงามสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อ
เป็นอันครบ จบการทรงตัว🥰
#ครูจ๋าสอนโยคะและพิลาทิสสำหรับสูงวัย