ร้านปิดวันเสาร์นะครับ
(ทุกเสาร์)
ทัก chat ได้ตามปกติครับ
🙏🏻🎾🏖️
Racket Story
ร้าน tennis pro shop เล็กๆ สไตล์แกลเลอรี บน ถ.สุวินทวงศ์ หนองจอก - ฉะเชิงเทรา
ขึ้นเอ็น+อุปกรณ์เทนนิส
17/05/2026
[Late Start Story] “ซ้อม vs แข่ง” ความต่าง ที่ทำให้ตีไม่ออก
* Late Start Story เน้นเรื่องเกี่ยวกับนักเทนนิสกลุ่มผู่ใหญ่มือสมัครเล่น ที่อาจจะไม่ได้เล่นตั้งแต่เด็กครับ
ในปี 2026 เทนนิสบูมสุดๆครับ มีรายการแข่งที่เน้นมือสมัครเล่น สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงานเกิดขึ้นมาก
บางรายการ เปิดรับสมัครก็เต็มภายในไม่ถึง 3 นาที แถมบางสัปดาห์ มีรายการแข่งชนกัน 2-3 รายการ (ในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล)
และด้วยความที่ผู้เข้าแข่งขัน เป็น “กลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานนี้ (Adult Amateur Players)” แน่นอนว่าส่วนใหญ่ ไม่ได้เรียนเทนนิสจริงจัง หรือไม่เคยแข่งเทนนิสมาตั้งแต่เด็ก อาจจะต้องเจอความท้าทายบางอย่างคล้ายๆกัน
ซึ่งโพสต์นี้ จะมาลองดูปัญหาว่า ทำไมตอนซ้อมตีดี แต่ตอนแข่ง กลับเหมือนเป็นคนละคน แขนเกร็ง บอลสั้น ตี error กระจุยครับ
– ความในใจ ของผู้ใหญ่มือสมัครเล่น –
1. กลัวตีเสีย
2. เครียด
3. ลังเล
4. เน้นมากไป จนเกร็ง แล้วมักจะจบด้วย error จนทำให้…
5. ไม่มั่นใจ stroke ของตัวเอง
เพื่อนๆเคยมีอาการอะไรอีกหรือเปล่าครับ?
ทั้งที่ตอนซ้อม ทำได้ดีกว่านั้นมาก ตีได้เป็นอิสระ ลูกมีคุณภาพ มีช็อตสวยๆเป็นระยะๆ
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เดี๋ยวมาลองวิเคราะห์ทีละประเด็นครับ
1. โตแล้ว คิดเยอะ มีสิ่งที่ต้อง “แบก” เยอะ
ผู้ใหญ่วัยทำงาน มีความคิด ตรรกะ คิดถึงผลลัพธ์ได้-เสีย และอีโก้บางส่วนที่ติดตัว (แทบทุกคน) ครับ ซึ่งเป็นที่มาของความกลัว
- กลัวผลลัพธ์ที่ออกมา
- กลัวเสียหน้า
สิ่งที่ “แบก” ทำให้ตัวเองเครียด ตีไม่เป็นอิสระเหมือนตอนซ้อม, speed หัวไม้ช้าลง จังหวะที่ต้อง attack กลับตีแบบปลอดภัยไว้ก่อน
และเมื่อวงการตีไม่เป็นธรรมชาติแบบตอนซ้อม ก็นำไปสู่การตีติดเน็ต หรือเหินออกหลัง
หรือการคิดว่าตีแบบปลอดภัยไว้ก่อน บอลมักจะอ่อน เปิดช่องให้คู่แข่งบุกกลับมาได้ง่าย
—-------------------
2. สิ่งแวดล้อมตอน “ซ้อม vs แข่ง”
ตอนซ้อมกับโค้ช หรือเล่นเซ็ตกับเพื่อน เรามีความรู้สึกว่า “รู้ทางกันอยู่” ครับ เช่น
- โค้ชมักจะวางบอลมา speed ประมาณนี้ ทิศทางประมาณนี้
- เพื่อนคนนี้ ชอบเสิร์ฟจุดนี้ วิถีบอลประมาณนี้ เผลอๆยืนดักทางได้เลย
และพอรู้ทางกัน เราหาโอกาสตีได้เต็มๆมากกว่า ได้ตีหน้าตัว ที่ระดับบอลอยู่ใน hitting zone (ต่ำกว่าไหล่ - สูงกว่าเข่า)
สมองเรารู้สึกปลอดภัย มีความสุข รู้สึกเติมเต็มเมื่อซ้อมเสร็จ ร่างกายหลั่งฮอร์โมนโดพามีน (Dopamine)
—-
แต่ตอนแข่ง เราต้องอยู่ในโหมดเอาตัวรอด (survival mode) และรู้สึกว่า คู่แข่ง หรือแม้แต่กองเชียร์ฝั่งตรงข้าม คือ “ภัยคุกคาม (threat)”
สมองหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เมื่อเครียด อยู่ในโหมด “สู้ หรือ ถอย (fight or flight)”
และส่วนใหญ่ เราจะเลือก “ถอย” ด้วยการตีไม่เต็มวง เน้นลงคอร์ทชัวร์ๆ
แต่กลายเป็นว่าติดเน็ต หรือบอลอ่อน
หรือ rally 3-4 บอลก็แล้ว เอาล่ะ เอาให้จบๆไปเลยดีกว่า (fight) กลายเป็นยิงบอลออกหลัง
—-
ความต่างใหญ่ๆอีกเรื่องหนึ่งคือ คู่แข่งไม่ตีบอลมาให้เราตีได้ง่ายๆ
- ตำแหน่งบอลไม่เข้า hitting zone
- จังหวะบอลไม่ได้สม่ำเสมอแบบที่คุ้นเคย หรือคู่แข่งเปลี่ยน tempo (เดี๋ยวบอลมาเร็ว เดี๋ยวมาโด่ง)
—-------------------
3. เทคนิคการตียังมีจุดที่ต้องปรับปรุง (technical flaws)
อันนี้กว้างมาก แม้แต่โปรก็ยังมีข้อบกพร่องด้านเทคนิค นับประสาอะไรกับมือสมัครเล่น
จะว่าไป แม้ว่าบรรดา “ผู้ใหญ่มือสมัครเล่น” ที่ลงแข่งในรายการแข่งขัน ในระดับมือใหม่ - ระดับกลางบ้านเรา (ระดับ 3.0-3.5) ปัญหาส่วนใหญ่ มักจะเป็น 2 ข้อข้างต้นมากกว่าเทคนิค (เรื่องใจ > เรื่องเทคนิค)
แต่ก็ใช่ว่าจะละเลยปัญหาข้อบกพร่องของเทคนิคการตี
ยกตัวอย่างเช่น
— ปัญหาเรื่อง coordination
คนที่ตีตอนโต ร่างกายมักจะไม่ได้เคลื่อนไหวไหลลื่นเหมือนฝึกแต่เด็กครับ
ทำให้ท่าทางดูขาดๆเกินๆ ขาไม่ไวพอ การกะวิถีลูก (ball trajectory)
รวมๆแล้ว อาจจะยากที่จะตีได้ ณ จุดกระทบ (contact point) ที่เหมาะสม (ฝึกได้ แต่ใช้เวลา)
— Approach shot
แค่ approach shot (ลูกสั้น ราวๆกลางคอร์ท ที่ต้องเข้าทำแบบหวังผล) ก็อาจจะเจอ 1 ใน 3 กรณีนี้
1. วิ่งชนบอล (ออกตัวเร็ว ขาเร็ว แต่หยุดไม่เป็น)
2. วิ่งไม่ทัน ต้องตีห่างตัว (ออกตัวข้า ไม่มี explosive power เลยต้องตีห่างตัว)
3. ลูกที่ระดับความสูงต่างกัน (ต่ำ - กลาง - สูง) ใช้เทคนิคไม่เหมาะสมกับระดับบอล กลายเป็น error (ติดเน็ต หรือตีออก)
— เล่นลูก low percentage shot (เลือกช็อตผิด)
เช่น เลือกยิงขนานเส้น ในจังหวะที่ควรตี crosscourt หรือเข้ากลาง มากกว่า
อย่างที่บอก เรื่องนี้กว้างมาก เราอาจจะต้องบันทึกปัญหาเดิมๆ ที่เราเป็นบ่อยๆ เป็น issue log (สไตล์ผู้ใหญ่วัยทำงาน) เอาไว้ให้โค้ชช่วยแนะนำ และปรับแก้ และ follow up ในแมตซ์ถัดไปครับ
ยกตัวอย่างแค่นี้น่าจะพอเห็นภาพครับ ว่าการเล่นเทนนิสตอนเป็นผู้ใหญ่ เรื่อง “เทคนิค” ก็มีจุดที่ให้ปรับปรุงเยอะ ซึ่งมักจะเปิดเผยชัดเจนขึ้นตอนแข่ง
—-------------------
3 วิธี เป็นรุ่นใหญ่ ที่ใจนิ่ง
1. แข่งบ่อยๆ
นี่มักจะเป็นคำแนะนำที่ได้ยินบ่อยๆ จากอดีตนักกีฬา และผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชน ซึ่งก็จริงครับ
ตอนแข่ง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน Cortisol ขณะมีความเครียด ทำให้เราเกร็งๆ ตีไม่เป็นธรรมชาติ
การเจอสภาพนั้นบ่อยขึ้น (แข่งบ่อยๆ) เราก็จะคุ้นเคยมากขึ้น
จากที่เคยคิดว่าเป็นภัยคุกคาม ก็เริ่มชิน ใจนิ่งขึ้น รู้จักอยู่กับฮอร์โมนที่ขึ้นๆลงๆมากขึ้น จนวงเสถียรขึ้น
และสมองปลอดโปร่งพอ ที่จะคิดถึงแผนการเล่น
2. ซ้อมในสภาวะกดดัน
เด็กเยาวชน หรือเด็กแข่ง มักจะถูกฝึกโหดกว่าผู้ใหญ่ครับ
ฝึกโหด ให้อยู่ในสภาวะกดดัน อยู่ในสภาวะแรงใกล้หมด เป็นสิ่งที่ต้องเจอตอนแข่งจริง
แต่การฝึกในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะยุคนี้ ยุคที่เทนนิสเข้ามาเป็น Lifestyle มากขึ้น ทำให้การเรียนการสอน ดู relax อาจจะไม่รู้สึกกดดันมากนัก
ลองดูคลิปใน Social ก็คงพอจะเห็นภาพครับ
ทำให้สภาวะตอนซ้อม มีความผ่อนคลาย vs ตอนแข่ง ต้องอยู่ในสภาพกดดัน
พอลงสนามจริง ก็เลยตีเหมือนเป็นคนละคน
แล้วจะหาได้ที่ฝึกแบบนี้ได้ที่ไหนล่ะ?
อันนี้ไม่มีคำตอบที่แน่นอน ต้องลองหาดู
และถ้าหาเจอ สภาพร่างกาย - จิตใจของ “ผู้ใหญ่วัยทำงาน” จะไหวมั้ย ก็เป็นเรื่องที่ต้องประเมินเอง
แต่ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ
3. เล่นเซ็ตกับมือที่หลากหลาย
ในยุคที่มีโค้ช หรือน็อคเกอร์เกิดขึ้นมาก เราก็สามารถหาคู่ซ้อมได้ครับ
จะหาแบบที่มือที่สูงกว่า เพื่อที่เราจะได้ฝึก defend, หาวิธีทำแต้ม (point construction) ก็ได้ แถมยังอาจจะได้คำแนะนำเพิ่มเติมอีก
หรือถ้าเจอมือใกล้ๆกัน หรือต่ำกว่านิดๆ ก็มีข้อดีคือ เจอบอลอ่อนๆ สั้นๆ บอลไม่มีคุณภาพ เราก็จะได้หาวิธีปิดแต้ม (บางคน เจอบอลลักษณะนี้ หาวิธีปิดแต้มไม่ได้ก็มี เช่นเจอบอลเบา กลับยิงออกหลัง)
—-------------------
เอาประมาณนี้ก่อนแล้วกันครับ
เพื่อนๆคนไหนเคยอยู่ในสถานการณ์นี้ หรือเป็นมือเก่า มีคำแนะนำอะไรดีๆ สำหรับ “กลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานนี้ (Adult Amateur Players)” แบ่งปันกันได้ครับ ขอบคุณครับ
07/05/2026
Mindset Story(8): เวลา และ เกมเทนนิส (Time, Tennis, & Us)
ในเกมเทนนิส มีเรื่องของ “เวลา” ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจอยู่ 3 เรื่องครับ
และทั้ง 3 เรื่องนี้ เราสามารถควบคุมได้
…หรือบางครั้ง ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามควบคุมแทนเราได้เช่นกัน
--------------
1. ซื้อเวลา (Buy Time)
เมื่อถูกบุก คู่แข่งยิงบอลฉีกออกข้าง จนเราต้องวิ่งไปรับ หรือบอลมาลึก+โด่ง ทำให้เราต้องถอยไปรับหลังเส้น baseline
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ซื้อเวลา” ให้ตัวเอง (Buy Time)
ซึ่งวิธีหนึ่งคือทำให้บอลอยู่ในอากาศนานขึ้น เพื่อให้เรามีเวลากลับไป recover position และกลับไปเซตเกมกันใหม่ (Neutralize)
เช่น การยิงบอลให้โค้ง สูง+ลึก และควรใส่ topspin เพื่อให้บอลตกแล้วเด้งหนีออกไปอีก ให้คู่แข่งออกนอกคอร์ทไปบ้าง (ก็ทำเราก่อนนี่)
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามั่นใจ (เกินไป) ว่าเราเป็นสายยิง ยิงบอลพุ่งไปเร็ว อาจจะเข้าทางคู่แข่ง ที่อาจจะสวนกลับมาในพื้นที่คอร์ทที่เปิด เราก็เสียได้แบบไม่ได้แก้ตัว
--------------
2. ขโมยเวลา (Take Time Away)
ในทางกลับกัน เมื่อเราได้บอลสั้น และเริ่มเป็นฝ่ายบุกด้วย Approach Shot
Key หลักกลับเป็นการ “ขโมยเวลา (Take Time Away from Opponent)”
ซึ่งอาจจะเป็นการยิงบอลตอนราวๆลูกกระเด้งขึ้นมาสูงสุดของลูก หรือลูกกำลังจะขึ้น (ตีแบบ on the rise) จากนั้นจึงตามขึ้นไปปิดเกมที่หน้าเน็ต
ลูกที่เรายิงกลับไปเร็ว ทำให้อีกฝ่ายมีเวลาตัดสินใจน้อยลง ตั้งตัวไม่ทัน เปรียบเสมือนการเร่งคู่ต่อสู้
และอาจจะทำให้บอลกลับมาไม่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้เราทำแต้มได้
--------------
3. จัดการเวลา 83% ของแมตซ์ (master the other 83% of match time)
รู้หรือไม่ว่า นักเทนนิส rally กันแค่ประมาณ 17% ของเวลาทั้งแมตซ์!
ข้อมูลจาก Brain Game Tennis ที่เก็บจากนักเทนนิสระดับ ATP ในรายการ Indian Wells 2026 (ลิงค์ใน comment) บอกว่า…
เฉลี่ยแล้วนักเทนนิสตีบอลกันไปมาเพียงแค่ 17% ของเวลาทั้งแมตซ์!
ส่วนที่เหลืออีก 83% คือการ เดิน พัก เตรียมเสิร์ฟ/รับลูกเสิร์ฟ
และการพูดกับตัวเอง
เฮ้ย…งั้นแปลว่า ถ้านักเทนนิสจัดการเวลา 83% ไม่ดี ก็มีผลกับอีก 17% น่ะสิ
แล้วเราควรใช้เวลาช่วงนั้นทำอะไร?
ง่ายๆ ฟัง GOAT ก่อนว่าเขาบอกว่าไง..(ย่อมากจากหลายบทสัมภาษณ์ที่เคยเจอครับ)
Novak Djokovic บอกว่า คิดลบได้ แต่กลับตัวให้เร็ว พยายามปล่อยวางแต้มที่ผ่านมาให้เร็วที่สุด
Roger Federer คล้ายๆกัน เพิ่มเติมคือ คิดถึงแผนการเล่นก่อนจะเสิร์ฟ เช่น ไปจุดไหน แล้วจินตนาการถึงช็อตถัดไป (ผมเข้าใจว่าคือ Serve+1 หรือ Return+1)
Rafael Nadal ใช้ ritual (วางขวดน้ำ จัดผม จัดเสื้อผ้า) เพื่อดึงสมาธิกลับมา Lock In
โค้ชและนักกีฬาหลายคนแนะนำเรื่อง Positive Self-Talk, การเปลี่ยนโฟกัส (เช่น จัดเอ็น), การหายใจ
เอาสั้นๆประมาณนี้แล้วกันครับ
—------
นี่เป็น 3 เรื่อง ที่เกี่ยวกับ “เวลา” ที่ผมชอบที่สุดครับ
เพื่อนๆมีมุมมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แบ่งปันกันได้นะครับ ขอบคุณครับ
03/05/2026
(String Story) ลอง K-POP Spin บนไม้ Wilson SHIFT - เมื่อสปิน x 2
นี่คือเอ็นไฮบริด เส้นตั้ง O-Toro Spin สีชมพูนีออน / เส้นนอน O-Toro สีขาว ซึ่งทาง Toroline ให้ชื่อว่า K-POP Spin ครับ
ตอนแรก ตั้งใจว่าจะลองตีแค่ 10-15 นาที แล้วก็ว่าจะไปซ้อมด้วยไม้หลักที่ใช้อยู่ช่วงนี้ (Pure Aero 98 2026)
แต่พอได้ลองจริงๆ กลายเป็นว่าวางไปลง ใช้ยาวไปจนครบ 1 ชั่วโมงเลยครับ
เพราะมันวางไม่ลงจริงๆ!!!
และปล่อยให้ไม้หลักอันดับ 1 และ 2 ในช่วง 1-2 เดือนนี้ นอนรอเก้ออยู่ในกระเป๋า (PA 98 และ Head Speed Tour)
– มีอะไรดีใน K-POP Spin x Wilson SHIFT –
นี่คือข้อเด่น (และข้อด้อย) สั้นๆเน้นๆ ของไม้ + เอ็น setup นี้ครับ โดยขอเทียบกับไม้หลัก 2 ตัวที่ว่า
ข้อเด่น:
1. Shape the ball ได้ดี (บอลโค้ง ได้ net clearance) คล้ายๆ PA 98 แต่พุ่งกว่า
(PA 98 2026 ไม้จะยวบ แรงที่ใส่ เหมือนถูกซับเอาไว้บางส่วน)
2. ตรงไปตรงมา (ใส่แรงเท่าไร บอลพุ่งเท่านั้น) บอลพุ่งคล้ายๆ Speed Tour แต่สปินดีกว่า Speed Tour
3. วางบอลมุมซ้าย-ขวา ได้มั่นใจว่า (เพราะบอลฮุคลงที่มุม) และ บอลดีดมากกว่า
ข้อด้อย:
1. ค่อนข้างแข็ง ทั้งเอ็น ทั้งไม้ (คนละแนวกับ PA 98 2026 ที่แม้ใส่เอ็นแข็ง ก็ไม่รู้สึกว่าแข็ง)
2. เสิร์ฟไม่ค่อยแม่น Slice ไม่เนียน เมื่อเทียบกับไม้ทั้ง 2 (อาจจะด้วยไม่คุ้นกับไม้)
3. เอ็น power เยอะจริงๆ โดยเฉพาะ O-Toro Spin
(มีบางช่วง ผมได้ใจ และหลงไปกับ performance ของไม้+เอ็น ลองใส่แรงเพิ่มไป ออกหลังติดๆกัน
ต้องหยุดตั้งสติ และกลับมาใส่แรงแค่ 60-70% ให้ลูกลงคอร์ทแบบไม่ต้องพยายาม)
หลายคน อาจจะคิดว่าผมใช้ไม้สปินจัดๆอย่าง SHIFT ก็ต้องสปินดีสิ ลองไปใช้ไม้อื่นๆก็คงไม่ได้ทั้ง power และ spin ขนาดนี้
ก็เป็นไปได้ครับ
แต่ session นี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะทดสอบจริงจัง ไม่ได้คาดหวังไว้ล่วงหน้าด้วย เลยไม่ได้ขึ้นบนไม้อื่นมาเทียบ
แต่ 1 ชั่วโมงที่วางไม้ไม่ลง บอกตามตรงว่า “เกินความคาดหมาย” เพราะผมตีได้ดีมากกว่าตอนใช้ไม้หลักทั้ง 2 อย่างเห็นได้ชัด
โดยดูจาก feedback ที่ได้จาก hitting partner ที่บอกว่า…
- ลูกคมกว่า และต้องวิ่งมากกว่า 2-3 session ก่อนที่ใช้ไม้หลัก 2 อันนั้น เพราะวันนี้ผมได้วางบอลได้ดีกว่า และลูกเร็ว + ดีดมากกว่า
- ก่อนหน้านี้ ตอนใช้ Head Speed Tour ลูกพุ่ง แต่รับได้ง่ายกว่า PA 98 ที่วิถีบอลมี shape มากกว่า แต่ไม่พุ่งเท่า Speed Tour
แต่มา K-POP Spin บนไม้ Wilson SHIFT เหมือนเอาข้อดีจากไม้ทั้งคู่มารวมกัน (แต่ก็มีข้อด้อย อย่างที่บอกข้างต้น)
– K-POP Spin เทียบกับ K-POP –
บังเอิญจริงๆ ผมได้ลอง K-POP (ไฮบริด Wasabi/Caviar) บนไม้รุ่นนี้เมื่อ 2 ปีก่อน
แต่ตอนนั้น ไม่ประทับใจ ไม้กลวงๆ เอ็นก็สปินดี แต่ไม่ได้ดีด ไม่ได้โดดเด่นกว่าเอ็นสปินอื่นๆในตลาด
ผมเลยขายไม้ไปในที่สุด
มารอบนี้ ไม้รุ่นเดิม (ยืมมาจากเพื่อนรุ่นพี่) กลายเป็นว่าดีเหลือเชื่อ แสดงว่า K-POP Spin เหนือกว่า K-POP ปกติจริงๆ
และผมคิดว่าจะลองต่อไปอีก 2-3 sessions ครับ
อีกอย่าง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผมสนใจเรื่องแนวทางของเทนนิสสเปนอยู่ (เคยมีโพสต์เรื่อง “ความลับของเทนนิสสเปน” อยู่ครับ ที่สรุปจากบทความของ Chris Lewit, ลิงค์ใน comments)
ประกอบกับเพิ่งไป Rafa Academy Camp ด้วย เลยทำให้ยังอินกับเรื่องการ “Shape the Ball” เป็นพิเศษ
– ถ้าเพื่อนๆอยากลอง –
ผมได้ K-POP Spin มาไม่กี่ชุดครับ ถ้าเพื่อนๆอยากลอง เดี๋ยวผมใส่ link ไว้ใน comment
O-Toro Spin จะมีสีชมพู กับสีเขียว (เอ็น 5 เหลี่ยม สปินจัด power เยอะ)
ส่วน O-Toro มีแต่สีขาว (เอ็น 6 เหลี่ยม ลื่น snapback ดี เสริม spin ของ stringbed โดยรวม)
ตอนนี้ยังมีไม่มาก ถ้ามีโอกาส จะหามาเติมอีกครับ
ขอบคุณครับ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
56 Moo 14, Saladaeng, Bang Nam Priao
Chachoengsao
24000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 10:00 - 05:30 |
| อังคาร | 10:00 - 17:30 |
| พุธ | 10:00 - 17:30 |
| พฤหัสบดี | 10:00 - 17:30 |
| ศุกร์ | 10:00 - 17:30 |
| เสาร์ | 10:00 - 17:30 |
| อาทิตย์ | 10:00 - 15:00 |