09/07/2026
The Countdown Begins! ความสนุกกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว!
ชาว ปตท. พร้อมลุยกับภารกิจ Team Building แล้ววันนี้รอชมภาพความประทับใจได้เลย
Team Building & Outingtrip 2026
EMPOWERING TEAM SYNERGY THROUGH INNOVATION EXPLORE•CREATE•COLLABORATE
บริษัท ปตท. จำกัด
9 - 10 กรกฎาคม 2026
08/07/2026
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเทรนเนอร์บางคนไม่ได้พูดเก่งที่สุด แต่กลับเอาคนฟังได้อยู่หมัด?
ความลับไม่ได้อยู่ที่สไลด์สวยๆ หรือเนื้อหาที่อัดแน่นเพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่ "EQ" หรือความฉลาดทางอารมณ์นั่นเอง
วันนี้ EQ Training ขอสรุป 4 ทักษะ EQ ที่จะช่วยเปลี่ยนเทรนเนอร์ธรรมดา ให้เป็น "เทรนเนอร์มืออาชีพ" ที่ได้ใจผู้เรียนมาฝาก
1️⃣ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง (Self-Awareness)
ก่อนจะไปนำคนอื่น เราต้องรู้ทันตัวเองให้ได้ก่อนครับ เทรนเนอร์ที่มี EQ จะรู้ตัวเสมอว่า ตอนนี้เรากำลังตื่นเต้น กังวล หรือแอบหงุดหงิดอยู่หรือเปล่า พอเรารู้ทันความรู้สึกตัวเอง เราก็จะไม่เผลอแสดงสีหน้าหรือน้ำเสียงที่ทำให้บรรยากาศเสียออกไป
2️⃣ คุมสติให้อยู่เมื่อเจอ "สายแข็ง" (Self-Regulation)
เวลาไปสอน เราต้องเจอผู้เรียนหลากหลายรูปแบบแน่นอนครับ บางคนถูกบังคับมาเรียน บางคนชอบถามลองภูมิ เทรนเนอร์มืออาชีพจะไม่ใช้อารมณ์ปะทะ แต่จะใช้ความนิ่ง สูดหายใจลึกๆ แล้วรับมือด้วยความเข้าใจ เช่น พลิกคำถามท้าทายให้เป็นโอกาสในการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันแทน
3️⃣ อ่านบรรยากาศห้องขาด (Social Awareness)
เทรนเนอร์เก่งๆ จะมีเซนส์ในการ "อ่านคน" ครับ เขาจะไม่เอาแต่ก้มหน้าดูสไลด์ แต่จะคอยสังเกตพลังงานในห้อง ถ้ารู้สึกว่าแววตาคนฟังเริ่มเหม่อ ก้มดูนาฬิกา หรือบรรยากาศเริ่มเดดแอร์ เขาจะรู้ทันทีว่าถึงเวลาต้องเบรก เปลี่ยนน้ำเสียง หรือหากิจกรรมสั้นๆ มาดึงสติทุกคนกลับมา
4️⃣ มีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
ทักษะนี้คือ "กุญแจสำคัญ" ในการซื้อใจคนเลยครับ มันคือการที่เราเข้าใจว่าผู้เรียนกำลังกังวลอะไร หรือเจอปัญหาอะไรมาในการทำงานจริงๆ พอเราเข้าใจเขา เราจะสอนแบบ "เพื่อนที่หวังดี" มากกว่า "ครูที่มาสั่งสอน" ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนยอมเปิดใจและพร้อมเรียนรู้ไปกับเรา
💡 ข่าวดีก็คือ ทั้ง 4 ทักษะนี้ไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่สามารถ "ฝึกฝนกันได้"
ลองเช็กดูว่าใน 4 ข้อนี้ เราทำข้อไหนได้ดีแล้ว และมีข้อไหนที่เราอยากพัฒนาเพิ่มบ้าง? คอมเมนต์มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลย 👇😊
#เทรนเนอร์มืออาชีพ #พัฒนาตัวเอง #ทักษะการทำงาน
30/06/2026
เช็คลิสต์ด่วน! อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณกำลังโดน "ปล้นสมอง" (Amygdala Hijack)
ต่อจากตอนที่แล้วที่เราพูดถึงกลไกของ Amygdala Hijack หรือ "ภาวะสมองถูกปล้น" กันไป วันนี้เรามาเจาะลึกกันต่อว่า แล้วเราจะรู้ตัวได้ยังไงว่า "อะมิกดะลา" (สมองส่วนอารมณ์) กำลังจะเข้ายึดอำนาจสมองส่วนเหตุผลของเราไปแบบเบ็ดเสร็จ?
ข้อดีอย่างหนึ่งของร่างกายมนุษย์คือ "ร่างกายมักจะรู้ตัวก่อนสมองเสมอ" ก่อนที่เราจะเผลอหลุดปากพูดคำแรงๆ หรือทำอะไรหุนหันพลันแล่นลงไป ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนภัยออกมาก่อนครับ ลองมาเช็คลิสต์กันดูว่า เวลาเจอเรื่องปรี๊ดๆ คุณมีอาการเหล่านี้บ้างไหม?
⚠️ สัญญาณเตือนทางร่างกาย (Physical Cues)
เมื่ออะมิกดะลาจับสัญญาณอันตรายได้ มันจะสั่งให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนออกมาทันที ทำให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้
- หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ: รู้สึกใจสั่น สูบฉีดแรง เหมือนเพิ่งวิ่งสปรินต์มา ทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ
- อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยน: รู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าและลำคอ หรือเหงื่อซึมตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า
- กล้ามเนื้อหดเกร็ง: สังเกตตัวเองว่ากำลังกัดกรามแน่น กำหมัด หรือยกไหล่เกร็งโดยไม่รู้ตัว
- ระบบหายใจเปลี่ยน: หายใจตื้นขึ้น ถี่ขึ้น หรือบางคนอาจเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
💥 สถานการณ์ตัวร้าย (Real-life Triggers) ที่มักจะมาปล้นสติ
ในยุคดึกดำบรรพ์ อะมิกดะลาจะทำงานเมื่อเราเจอสัตว์ร้าย แต่ในยุคปัจจุบัน "เสือ" ของเราได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว สิ่งที่มากระตุ้นให้สมองตื่นตระหนกมักจะมาในรูปแบบของ "ภัยคุกคามทางอีโก้และความรู้สึก" เช่น
- การถูกเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อหน้าคนอื่น
- การโดนคนรักเมินเฉย นิ่งใส่ หรือพูดจาประชดประชัน
- การโดนคนขับรถปาดหน้าในชั่วโมงเร่งด่วน
- การตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม หรือโดนเอาเปรียบ
สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย: ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด แล้วจู่ๆ รู้สึกว่า "หน้าเริ่มร้อน กรามเริ่มกัด หัวใจเริ่มเต้นแรง"... ให้รีบรู้ตัวเลยครับว่า สัญญาณกันขโมยในสมองดังแล้ว และสมองส่วนเหตุผลกำลังจะโดนปล้น
การหมั่นสังเกตปฏิกิริยาทางร่างกายของตัวเองให้เป็นนิสัย คือด่านแรกของการป้องกันครับ ยิ่งเรารู้ตัวว่ามือเริ่มกำแน่นได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งดึงสติกลับมา และหลีกเลี่ยงการกระทำที่เราอาจจะมานั่งเสียใจทีหลังได้ไวขึ้นเท่านั้น
#ภาวะสมองถูกปล้น #สมองถูกปล้น #จิตวิทยา #จิตวิทยาการใช้ชีวิต #จิตวิทยาพัฒนาตนเอง #ความฉลาดทางอารมณ์ #วิธีควบคุมอารมณ์
23/06/2026
วันนี้มาแจกสูตรลัด "คัมภีร์ 10 วินาทีหยุดโลก" เอาไว้ใช้กู้ระเบิดเวลาที่อารมณ์กำลังจะพุ่งปรี๊ด!
🚨 นับถอยหลัง 10 วินาทีฉุกเฉิน (สเต็ปบายสเต็ป)
เมื่อรู้ตัวว่าหน้าเริ่มชา ใจเริ่มสั่น ปากกำลังจะขยับด่า ให้ท่องคาถานี้แล้วทำตามทันที
วินาทีที่ 1-3: [ กดปุ่ม Pause ด้วยลมหายใจ ] อย่าเพิ่งพูด! ให้ปิดปากสนิท แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ให้พุงป่อง แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ การทำแบบนี้จะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า "เฮ้ย เรายังปลอดภัยดี ไม่ต้องสู้หรือหนี" หัวใจที่เต้นรัวจะเริ่มช้าลง
วินาทีที่ 4-6: [ ดึงสติกลับมาที่ร่างกาย (Grounding) ]
ย้ายความสนใจจาก "คำพูดกวนประสาทตรงหน้า" มาอยู่ที่ร่างกายตัวเอง เช่น ขยับนิ้วเท้า, เอามือบีบต้นคอเบาๆ หรือจิบน้ำเย็นจัดๆ 1 อึก ความรู้สึกทางกายภาพที่เด่นชัดขึ้นมา จะช่วยตัดวงจรความคิดฟุ้งซ่านในสมองได้ชะงัด
วินาทีที่ 7-9: [ ตั้งคำถามสกัดขาตัวเอง ]
ถามตัวเองในใจด้วยคำถามระดับพระกาฬ: "ถ้าพูดคำนี้ออกไป พรุ่งนี้เราต้องมานั่งขอโทษเขาไหม?" หรือ "เรื่องนี้คุ้มกับการเอาชื่อเสียงเราไปแลกหรือเปล่า?"
วินาทีที่ 10: [ เลือกผลลัพธ์ ]
เมื่อครบ 10 วินาที เคมีแห่งความโกรธจะเริ่มคลายตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้คุณมีทางเลือกแล้วว่าจะ "เงียบแล้วเดินออกไปก่อน" หรือ "พูดกลับไปด้วยน้ำเสียงที่นิ่งที่สุด"
💡 ทำไมต้อง 10 วินาที?
เพราะในทางประสาทวิทยา อารมณ์โกรธเปรียบเสมือน "ไฟลามทุ่ง" ที่ขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมนอะดรีนาลีน ถ้าเราไม่เติมเชื้อไฟเพิ่ม (ด้วยการคิดแค้นซ้ำๆ หรือพ่นคำด่าออกไป) ฮอร์โมนนี้จะทำงานพีคสุดและค่อยๆ ดิ่งลงภายในเวลาไม่กี่วินาที
🧠 จำไว้ว่า: การเงียบใน 10 วินาทีนี้ ไม่ใช่การยอมแพ้ ไม่ใช่การอ่อนแอ แต่คือการที่ "สมองส่วนเหตุผลของคุณ ชนะสมองส่วนสัตว์ป่าได้สำเร็จ" คุณคือผู้ควบคุมเกม ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมคุณ
ลองเอาเทคนิคนี้ไปซ้อมใช้ดู เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้วคุณจะกลายเป็นคนที่ล้มเหลวยากที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถใช้ความโกรธมาทำลายชีวิตคุณได้อีกต่อไป
#เทคนิคควบคุมอารมณ์ #ดึงสติ #จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง #กฎ10วินาที #การบริหารอารมณ์
18/06/2026
เคยไหม... พูดคำแรงๆ ใส่คนที่รัก ประชดประชันในที่ทำงาน หรือขับรถปาดขวาด้วยความฉุนเฉียว พอเวลาผ่านไปไม่กี่นาที สติกลับมาแล้วได้แต่ถามตัวเองว่า "วันนั้นฉันทำแบบนั้นลงไปได้ยังไง?"
ไม่ต้องแปลกใจ คุณไม่ได้เป็นบ้า และไม่ได้เป็นคนไม่ดี แต่สมองของคุณกำลังโดน "ลักพาตัว" โดยผู้ร้ายที่ชื่อว่า Amygdala หรือที่วิทยาศาสตร์เรียกว่าอาการ "Amygdala Hijack"
🧠 เกิดอะไรขึ้นในสมองตอนเรา "สติหลุด"?
ปกติแล้ว สมองเราจะมีผู้บริหารใหญ่ 2 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน
1. Prefrontal Cortex (สมองส่วนหน้า): หัวหน้าฝ่ายเหตุผล คิดวิเคราะห์ ควบคุมอารมณ์ และมองโลกตามความเป็นจริง (คนฉลาดๆ ใช้ส่วนนี้ทำงานเป็นหลัก)
2. Amygdala (สมองส่วนอารมณ์): ฝ่ายความปลอดภัยส่วนหลัง ทำหน้าที่ตรวจจับภัยอันตราย สั่งการให้ "สู้" หรือ "หนี" เพื่อเอาชีวิตรอด
กลไกการลักพาตัว: เมื่อมีสัญญานความโกรธ ความกลัว หรือคำพูดขัดหูเข้ามา Amygdala จะทำงานเร็วกว่าสมองส่วนหน้าเสมอ มันจะชิงตัดสัญญาณไม่ให้ข้อมูลส่งไปถึงสมองส่วนเหตุผล แล้วสั่งการให้เรา "ระเบิดอารมณ์" ออกไปทันทีเพื่อปกป้องตัวเอง ทั้งที่ยุคนี้เราไม่ได้เจอกับเสือโคร่ง แต่เป็นแค่คำพูดกวนประสาทของเพื่อนร่วมงานเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนที่มี IQ สูงๆ หรือเป็นคนฉลาด มีเหตุผลในเวลาปกติ ถึงสามารถทำเรื่องที่ไร้เหตุผลที่สุดลงไปได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
🚨เช็กสัญญาณเตือน: คุณกำลังโดน Hijack อยู่หรือเปล่า?
ถ้าเกิดเหตุการณ์ปะทะ แล้วมีอาการเหล่านี้ แปลว่าสมองส่วนเหตุผลของคุณออฟไลน์เรียบร้อยแล้ว
1. ร่างกายตอบสนองไว: หัวใจเต้นรัว มือสั่น หน้าชา เสียงเริ่มดัง
2. อารมณ์นำหน้า: รู้สึกโกรธจัดหรือกลัวจัดในทันที
3. ทำลงไปก่อนคิด: พูดหรือกระทำบางอย่างออกไปโดยไม่ผ่านการกรอง
🛡️ วิธีทวงคืนสมองส่วนหน้า (ก่อนจะทำเรื่องพังๆ)
ข่าวดีคือ เราสามารถฝึกหยุดการลักพาตัวนี้ได้ด้วยกฎ "6 วินาที" ⏱️
เคมีของ Amygdala Hijack จะหลั่งออกมาและทำงานพีคที่สุดในเวลาประมาณ 6 วินาทีแรก ถ้าเราผ่านมันไปได้ สมองส่วนหน้าจะเริ่มกลับมาทำงาน วิธีการง่ายๆ คือ
1. นับ 1 ถึง 10 ในใจ หรือ สูดหายใจเข้าลึกๆ: เพื่อดึงความสนใจไปที่ร่างกาย
2. เปลี่ยนโฟกัส: เดินออกจากสถานการณ์นั้นสักครู่
3. ตั้งคำถามกับตัวเอง: "สิ่งที่เรากำลังจะพูดออกไป มันจะทำให้อะไรดีขึ้นไหม?"
"ความโกรธส่งผลร้ายกับเราได้แค่ไม่กี่นาที แต่แผลที่มันทิ้งไว้อาจอยู่ไปตลอดชีวิต"
ครั้งต่อไปที่รู้สึกว่าข้างในกำลังเดือด ลองสูดหายใจลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า “รอแป๊บนะ... อย่าเพิ่งให้ Amygdala ขโมยพวงมาลัยรถไป”
#จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง #การควบคุมอารมณ์ #สาระสมอง #ข้อคิดสอนใจ #แรงบันดาลใจ #ถอดรหัสสมอง #ฉลาดทางอารมณ์ #ความโกรธ
15/06/2026
เปิดโหมด Teamwork ปลดล็อกศักยภาพให้มากกว่าที่เคย!
Boost Up Teamwork
"ปลดล็อกศักยภาพ เรียนรู้มุมมองที่แตกต่าง"
บริษัท เจเอส 2456 จำกัด
วันที่ 16 มิถุนายน 2026
15/06/2026
เพราะพลังของ "ทีม" คือหัวใจสำคัญในการยกระดับการดูแลผู้ใช้บริการให้ดีที่สุด โรงพยาบาลไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือพลังของ "ทีมงานทุกคน" ที่ร่วมมือกัน
EQ Training ชวนทุกโรงพยาบาลมาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร ผ่านกิจกรรม OD สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ ที่ผสมผสานทั้งสาระ ความสนุก และการฮีลใจไปพร้อมกัน
🎯 ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากกิจกรรม OD
✅ เสริมสร้างความสามัคคี ลดความขัดแย้ง และทลายกำแพงระหว่างแผนก
✅ ทีมงานเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกันและกัน ประสานการทำงานได้อย่างราบรื่น
✅ บุคลากรมีขวัญกำลังใจที่ดีขึ้น ลดภาวะหมดไฟ (Burnout)
✅ เกิดการบริการที่เปี่ยมด้วย Service Mind นำไปสู่ความพึงพอใจสูงสุดของผู้ใช้บริการ
✨ เปลี่ยน "ที่ทำงาน" ให้เป็น "พื้นที่แห่งความสุขและความร่วมมือ" ไปด้วยกัน
📌 ให้ EQ Training ร่วมออกแบบกิจกรรมที่ใช่ และตอบโจทย์วัฒนธรรมองค์กรของคุณ
📥 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Inbox
☎️ ติดต่อประสานงาน
คุณแพนด้า: 061-524-1591, 065-491-9415
คุณตาต้า: 062-243-2176
คุณกิ่งทอง: 080-671-3744
#พัฒนาองค์กร
#อบรมสัมมนา #พัฒนาทีมงาน
#อบรมบุคลากรโรงพยาบาล