Bangkok Architecture Tour on the Bike

Bangkok Architecture Tour on the Bike

แชร์

Cycling in the heart of the Bangkok city where different stories of different architectures from tim

29/06/2026

ศาลเจ้าโรงเกือกที่เราเคยปั่นผ่านในทริปตลาดน้อย

"ศาลเจ้าโรงเกือก" กับเรื่องลับสุด Unseen

หากใครได้มีโอกาสเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยของย่านเก่าริมน้ำเจ้าพระยาอย่าง "ตลาดน้อย" หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานด้วยความภูมิใจว่า "ตะลักเกี้ยะ" คุณจะสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ที่ขัดแย้งแต่ลงตัวระหว่างตึกแถวโบราณและภาพวาดสตรีทอาร์ตสมัยใหม่ แต่ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านเครื่องจักรกลและกลิ่นอาย "เซียงกง" มีศาสนสถานหลังหนึ่งตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน นั่นคือ "ศาลเจ้าโรงเกือก"

เคยสงสัยไหมว่า... ทำไมชื่อศาลเจ้าถึงเกี่ยวกับ "รองเท้า"? และเหตุใดศาลเจ้าของชาว "จีนแคะ" ถึงมาตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ของชาว "ฮกเกี้ยน" ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นเดิม? วันนี้เราจะพาไปไขคำตอบผ่าน 5 เรื่องลับที่ซ่อนอยู่หลังประตูสีแดงของศาลเจ้าแห่งนี้ ซึ่งจะทำให้คุณเห็นภาพประวัติศาสตร์สยามที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

🚩"โรงเกือก" ที่แปลว่า "รองเท้า"
ความสงสัยเกี่ยวกับชื่อศาลเจ้าสุดแปลกนี้ ได้รับการเฉลยผ่านบทกลอนของนายบุศย์ (ผู้แต่งในสมัยรัชกาลที่ 6) ใน นิราศตลาดสำเพ็ง ไว้อย่างชัดเจนว่า:

"ถึงศาลเจ้าโรงเกือกเป็นชื่อตรอก
ถามเขาบอกให้ฟังคิดกังขา
ไฉนองค์อารักษ์ที่ศักดา
มีสมญารองเท้าเป็นเจ้านาย
พอนึกได้เขาบอกว่าตรอกนี้
เดิมโรงมีแถวเทือกเย็บเกือกขาย
จึงตั้งชื่อลืออยู่ไม่รู้วาย
ถึงหยาบคายเป็นนามตามตำบล"

จากกลอนข้างต้น บ่งบอกว่าที่มาของชื่อ "โรงเกือก" มาจากตรอกนี้ในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตและเย็บรองเท้า (เกือก) จำนวนมากนั่นเอง

🚩"ฮ้อนหว่องกุง" ตกลงท่านเป็นใครกันแน่?
ชื่ออย่างเป็นทางการของที่นี่คือ "ศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุง" ซึ่งประดิษฐานเทพประธานที่ชาวจีนแคะเคารพรัก แม้ความเชื่อทั่วไปจะระบุว่าท่านคือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น (ฮั่นเกาจูฮ่องเต้) แต่คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เสนอข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ตำแหน่ง "หว่องกุง" (หรืออ๋อง) นั้นไม่ใช่จักรพรรดิ (หวังตี้) แต่เป็นระดับเจ้าเมืองหรือผู้ครองแคว้น

หลักฐานสำคัญคือป้ายสีแดงข้างองค์เทพที่เขียนว่า "คังไท้เป้า" (Kang Thai Pao) โดยคำว่า "ไท้เป้า" หมายถึง องครักษ์หรือผู้ปกป้อง ประกอบกับเทพองค์นี้มี "แซ่เล้า" (Liao/Liu) ซึ่งเป็นแซ่เดียวกับ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน โชติกเสถียร) ประธานในการสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ จึงวิเคราะห์ได้ว่านี่คือการบูชา "วีรบุรุษต้นตระกูล" หรือบุคคลสำคัญในสายตระกูลที่ได้รับการเชิดชูเป็นเทพเจ้านั่นเอง

🚩"แขก" ผู้มาเยือนในถิ่น "เจ้าบ้าน"
คำว่า "ฮากกา" หรือจีนแคะ แปลตรงตัวว่า "ครอบครัวผู้มาเยือน" บรรพบุรุษของพวกเขาต้องอพยพลงใต้หลายระลอก ทำให้มักได้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทุรกันดารหรือเป็น "ผู้มาทีหลัง" เสมอ การที่ศาลเจ้าจีนแคะมาตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยซึ่งเป็นถิ่นของชาวจีนฮกเกี้ยน (กลุ่มที่สร้างศาลเจ้าโจวซือกง) จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษา

ความลับอยู่ที่ "สายสัมพันธ์เชิงเครือญาติ" เพราะพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) แม้จะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แต่ท่านก็มีเชื้อสายจีนแคะที่อาศัยในมณฑลฟูเจี้ยน (ฮกเกี้ยนแคะ) จึงเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์เข้าด้วยกัน ข้อมูลจากจารึกระบุว่าในปี พ.ศ. 2431 คณะกรรมการชาวจีนฮากกาได้ร่วมกันเรี่ยไรเงินได้ถึง 2,400 บาท เพื่อซื้อที่ดินริมน้ำจากข้าราชการไทย เนื่องจากศาลเจ้าหลังเดิมนั้น "คับแคบ" เกินกว่าจะรองรับพลังศรัทธาของชุมชนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงการเป็นกลุ่มผู้มาเยือนที่หยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าบ้านได้อย่างสง่างาม

🚩จาก "โรงสูบน้ำ" สู่ศาลาประดิษฐานเทพเจ้า
หากคุณเดินไปที่อาคารประดิษฐาน เจ้าพ่อประทานลาภ (ไฉ่ซิงเอี๊ยะ) คุณกำลังยืนอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ เพราะอาคารหลังนี้เดิมคือ "โรงสูบน้ำเก่า" ของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน โชติกเสถียร)

ในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่ง "เจ้ากรมท่าซ้าย" (Krom Tha Sai) ท่านไม่ได้เพียงดูแลศาลเจ้า แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกกิจการสาธารณูปโภค โดยการสูบน้ำขึ้นมาขายเป็น "น้ำประปา" ให้กับชาวจีนในย่านสำเพ็งและตลาดน้อย พื้นที่ของศาลเจ้าแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น "Utility Hub" หรือศูนย์กลางการจัดการน้ำของย่านเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของสยามในยุคนั้น

🚩ศิลปะลูกครึ่งและอารักษ์ "ไทย-จีน"
ศาลเจ้าโรงเกือกมีอาคาร 4 หลังล้อมรอบลานกลาง (Courtyard) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เน้นความสัมพันธ์ของคนในตระกูล แต่สิ่งที่ Unseen ที่สุดคือความ "Hybrid" ของงานศิลปะ:
🔸ซุ้มไม้แกะสลัก: บริเวณเทพประธานมีงานแกะสลักที่ผสมผสานลวดลายจีนเข้ากับอิทธิพลตะวันตก (ยุโรป) ได้อย่างวิจิตรบรรจง
🔸เจว็ดเทพปุนเถ้ากง: จุดนี้ห้ามพลาด! "เจว็ด" ของที่นี่ถือเป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" เพราะด้านหนึ่งสลักเป็นรูปอารักษ์แบบจีน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสลักเป็นรูปอารักษ์แบบไทยอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการหลอมรวมและความเกรงใจต่อเจ้าที่เจ้าทางดั้งเดิมของสยาม

📍Check-in Points ห้ามพลาด:
1. ป้ายศิลาจารึกสมัยจักรพรรดิกวางสู (พ.ศ. 2432): หลักฐานชิ้นเอกที่ระบุว่าชาวจีนแคะนำองค์เทพมาจากเมืองจีนและบูรณะศาลนี้ในรัชสมัยกวางสู ปีที่ 15
2. รูปเคารพเจ้าพ่อประทานลาภ: บนอาคารโรงสูบน้ำเก่า จุดรับพลังงานแห่งโชคลาภที่เก่าแก่ที่สุดจุดหนึ่งในตลาดน้อย
3. ลานหน้าศาลเจ้า: พื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ในอดีตเคยใช้เป็นลานประมูลภาษีอากรประจำปี และเป็นที่ฝึกมวยจีนและอาวุธโบราณ

วันหยุดหน้า หากคุณมีโอกาสมาเยือนตะลักเกี้ยะ อย่าเพียงแค่ถ่ายรูปสวยๆ แต่ลองเงี่ยหูฟังเสียงประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดของศาลเจ้าเล็กๆ แห่งนี้ แล้วคุณจะพบว่าอดีตไม่ได้จากไปไหน แต่มันยังคงหายใจอยู่รอบตัวเรา



#เกาะรัตนโกสินทร์
#รู้รอบเกาะ #ศาลเจ้าโรงเกือก #ตลาดน้อย

15/06/2026

มหานครที่เปลี่ยนแปลง

ข้อมูลสถิติมูลค่าสินทรัพย์ประเภทอาคารพาณิชย์ริมถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลย้อนหลัง 10 ปี ชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวลดลงของระดับราคาประเมินและราคาซื้อขายจริงอย่างมีนัยสำคัญ โครงสร้างสถาปัตยกรรมตึกแถวที่มีอายุเฉลี่ยเกิน 30 ถึง 40 ปี กำลังเผชิญภาวะเสื่อมสภาพในระดับโครงสร้างฐานราก ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า อัตราการว่างเปล่าของตึกแถวริมถนนในย่านค้าขายเก่าปรับตัวสูงขึ้นถึง 65% ในช่วงปีที่ผ่านมา ความรุ่งเรืองในอดีตที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าถูกเปลี่ยนสภาพเป็นเมืองร้างอย่างรวดเร็วเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์และการเกิดขึ้นของโมเดลโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่

กลไกการเปลี่ยนผ่านของสินทรัพย์นี้เริ่มต้นจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ นั่นคือข้อจำกัดด้านผังเมืองและปัญหาการจราจร ตึกแถวริมถนนส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่รองรับการจอดรถของผู้มาติดต่อ ซึ่งขัดแย้งกับพฤติกรรมการเดินทางในปัจจุบันอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตราการเดินเท้าของกลุ่มผู้ซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์แสดงให้เห็นว่า รายได้จากการเช่าพื้นที่ตึกแถวลดลงจากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 35,000 บาท เหลือเพียงไม่ถึง 10,000 บาทในปัจจุบัน หรือบางทำเลไม่สามารถหาผู้เช่าได้เลยเป็นระยะเวลานานกว่า 24 เดือน ส่งผลให้เจ้าของสินทรัพย์ต้องแบกรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้าโดยไม่มีรายรับเข้ามาจดเชย

อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้ตึกแถวเก่าเหล่านี้ไม่สามารถไปต่อได้คือ สมการค่าใช้จ่ายในการบูรณะปฏิสังขรณ์ ข้อมูลดัชนีราคาค่าก่อสร้างและปรับปรุงอาคารระบุชัดเจนว่า ต้นทุนการรีโนเวทตึกแถวเก่าให้กลับมามีสภาพพร้อมใช้งานและปลอดภัยตามมาตรฐานวิศวกรรมปัจจุบัน พุ่งสูงขึ้นถึงตารางเมตรละ 15,000 ถึง 22,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณรวมทั้งอาคารขนาด 4 ชั้น อาจต้องใช้เงินทุนสูงถึง 1,800,000 ถึง 2,500,000 บาทต่อคูหา ต้นทุนที่สูงลิ่วนี้แพงกว่าการก่อสร้างอาคารใหม่ในบางทำเลด้วยซ้ำ การลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อชุบชีวิตตึกเก่าจึงกลายเป็นการเอาเงินทุนไปจมในสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสด

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ปัจจัยด้านรายได้ของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อกลับอยู่ในภาวะวิกฤต ดัชนีภาวะเศรษฐกิจอ้างอิงรายได้เฉลี่ยของประชากรจบใหม่และกลุ่มแรงงานอายุ 25 ถึง 35 ปี มีอัตราการเติบโตที่คงที่หรือลดลงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงลิ่วและวิกฤตข้าวยากหมากแพงทำให้ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ติดลบ การที่คนรุ่นใหม่จะกู้เงินจำนวนหลายล้านบาทเพื่อซื้อตึกแถวเก่าราคา 5,000,000 ถึง 8,000,000 บาท แล้วต้องหาเงินอีกนับล้านมาเพื่อรีโนเวท จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โครงสร้างทางการเงินที่บิดเบี้ยวนี้ส่งผลให้อาคารพาณิชย์ริมถนนกลายสภาพเป็นมรดกต้องคำสาปที่ไม่มีใครอยากรับช่วงต่อในที่สุด

​Real Estate Information Center | 2025 | Thailand Property Market Outlook Report | Official Report Access

Department of Lands | 2026 | Commercial Property Appraisal Evaluation Data | Government Database

The Thai Appraisal and Estate Agents Association | 2025 | Rental Yield and Occupancy Rate Survey in Bangkok Older Commercial Districts | Annual Industry Analysis

​ #อสังหาริมทรัพย์ #ตึกแถวร้าง #อาคารพาณิชย์ #วิกฤตอสังหา #รีโนเวทตึกเก่า #ค่าครองชีพ #คนรุ่นใหม่ #ทำลายความเชื่อ #ข้อมูลอสังหา #วิเคราะห์ตลาด #เศรษฐกิจไทย #การพัฒนาเมือง #สินทรัพย์ทรุด #ทุนจม

Photos from กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร's post 12/06/2026

ในพระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาสที่เราไม่ได้ไปทริปนั้นกันนานแล้ว

02/06/2026

ผ่านไปชุมชนยะวา ในทริป Ride to Death มาสามสี่รอบก็ไม่เคยได้กิน

จอร้อ ญาติขนมครกสิงคโปร์จากชุมชนยะวา

แป้งเหลวสีเขียว หยอดลงในเตาหลุมจนสุกฟูขึ้นมา หลาย ๆ คนที่ได้เห็นเป็นครั้งแรก อาจจะเข้าใจว่ามันคือขนมครกสิงคโปร์ แต่เปล่าเลย เจ้าขนมที่เราเห็นอยู่นี้ จริง ๆ แล้วมันคือบรรพบุรุษของขนมครกสิงคโปร์ที่มีชื่อว่า “จอร้อ” ขนมที่เดินทางจากชวา เข้ามาสู่กรุงเทพมหานคร

พื้นที่รอบข้างของชุมชน “มัสยิดยะวา” นับว่าเป็นพื้นที่ที่ในอดีตเต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คนอีกย่านหนึ่ง นับตั้งแต่ชุมชนทวายวัดดอน ชุมชนลาววัดสุทธิฯ กระทั่งกลายมาเป็นย่านของชาวตะวันตก ซึ่งความเป็นย่านชาวตะวันตกนี่เองก็ได้พาคนในใต้บังคับเข้ามายังพื้นที่นี้ด้วย หนึ่งในนั้นก็คือชาวยะวาหรือชาวชวาจากอินโดนีเซียที่เข้ามาตั้งชุมชน ซึ่งชาวยะวาก็ไม่ได้มาตัวเปล่า หากแต่นำเอาวัฒนธรรมอาหารเข้ามาด้วยเหมือนกัน

ขนมจอร้อ (Kue Cara - หรือ Cara Manis) หรือบ้างก็เรียกขนมปะก๊า เป็นขนมคล้ายกับขนมครก มีสีเขียวใบเตย แต่ต่างจากขนมครกสิงคโปร์หลายจุด อย่างเช่นในส่วนของวัตถุดิบบางประการที่ทำให้ขนมจอร้อไม่ได้มีความฟูหรือสีสันเขียวสดเท่ากับขนมครกสิงคโปร์ ตัวแป้งทำมาจากแป้งสาลี ไข่ เนย น้ำตาล นมข้นหวานก็มี ตีผสมจนเข้ากันดีแล้วเทลงพิมพ์ขนมที่เช็ดน้ำมันเช็ดเนยแล้ว การทำจะมีทั้งไฟบนจากถ่านที่เอามาทับบนฝาปิด และไฟล่างจากเตาอั้งโล่

ในปัจจุบันนี้ ขนมชนิดนี้นับว่าหากินยากมากในชุมชนมัสยิดยะวา แต่เมื่อก่อนนอกชุมชนยะวาก็มีขายอยู่ที่มัสยิดฮารูณอยู่เจ้าหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ยังทำขายอยู่หรือไม่อย่างไร นอกจากนี้ในทางภาคใต้ก็ปรากฏให้เห็นขนมชนิดนี้อยู่เหมือนกัน

#จานโปรด #จอร้อ #ชวา #อินโดนีเซีย #กรุงเทพ #ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น #ธนาคารกรุงเทพ

31/05/2026

ทริปสวนลุม-สะพานเขียว มี 1 รูป ชาวทริปที่ถ่ายภาพไว้อยากเผยแพร่แชร์มาได้ที่แอดมินหรือลงใน discussion ของกิจกรรมทริปได้เองเลยนะครับ

31/05/2026

เจอกันครับ

29/05/2026

นึกถึงสถานทูตอังกฤษที่เคยอยู่ตรงชิดลม และเราก็คงพอจำได้กับสถานทูตเนเธอแลนด์ในซอยต้นสน กับ สถานทูตฝรั่งเศส ซอยเจริญกรุง 36 ย่านบางรัก แล้วก็สถานทูตโปรตุเกสในซอยกัปตันบุช ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


Bangkok
10900