Libero Shoot

Libero Shoot

แชร์

เสน่ห์มนต์ขลัง ลูกหนังยุคคลาสสิก

16/08/2026

📰 โอ้ว! ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย
🇩🇪 #สับเกียร์ห้าบุนเดสลีกา 1965/66
🗣️ ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นเบาเออร์…บรรเลง

คุณเคยรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั้ยครับ? เวลาที่เรามองดูภาพเก่า ๆ ของเรา จู่ ๆ เราก็ดันคิดในใจขึ้นมาว่า "เฮ้ย ไอ้หมอนี่...มันตัวเราจริงหรือเปล่าวะเนี่ย?"

โอ้ว! ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลยครับ ถ้าพูดกันให้ชัด ๆ ก็คือ ผมอายุแค่ 20 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นตอนที่ผมกำลังได้รับรางวัล "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี"

คุณ ๆ ลองดูกันสิครับ ตอนผมรับถ้วยรางวัลในรูปนี้ ซึ่งถ่ายในปี 1966 ความรู้สึกของผมในตอนนั้น มันเต็มไปด้วยความทึ่ง และก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเอาจริง ๆ

สำหรับตัวผมแล้ว การได้รับเกียรติในครั้งนั้น มันเหมือนวันคริสต์มาส กับ วันอีสเตอร์ โคจรมาเจอในวันเดียวกันยังไงยังงั้นเลยครับ

หลังจากปีแรกในยุทธจักรบุนเดสลีกากับ เอฟเซ ไบเยิร์น ผ่านไป ผมก็ได้รับเลือกเป็น "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี" ทันที

เรื่องแบบนี้ ปกติแล้ว คุณจะทำได้แค่ฝันเท่านั้นแหละครับ

แน่นอนว่า เบื้องหลังความสำเร็จชิ้นนี้ ผมต้องขอขอบคุณทีมที่ผมเล่นให้ด้วย นั่นก็คือ เอฟเซ ไบเยิร์น

ในฐานะน้องใหม่ที่เพิ่งขึ้นชั้นมาเล่นบุนเดสลีกาปีแรก เราจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3 ได้ทันที ทั้ง เซปป์ ไมเยอร์ และ แกร์ด มึลเลอร์ ต่างก็เข้ามาเป็นตัวจริงในทีมชุดนั้นแล้ว

ส่วนเรื่อง 4 ประตูที่ผมทำได้ในบุนเดสลีกา...เอาเป็นว่าช่างมันเถอะครับ ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะนะ

อย่างน้อย ๆ เราก็ยังได้แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล มองครอง เทรนเนอร์ระดับบรมครูอย่าง "ชิค" ชายคอฟสกี้ ท่านคือคนที่ปลูกฝังจิตวิญญาณของความเป็นผู้ชนะให้กับพวกเราชาวไบเยิร์น เขาจะเป่านกหวีดจบการซ้อมได้ก็ต่อเมื่อ ทีมชุด อา (A) เป็นฝ่ายชนะชัวร์ ๆ แล้วเท่านั้น

อีกคนที่ผมต้องขอบคุณด้วยจริง ๆ ก็คือ เฮลมุท เชิน และทีมชาติด้วยครับ เชินดึงตัวเด็กเมื่อวานซืนอย่างผมไปติดทีมชาติครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 1965 (วันที่ 26) ในเกมที่เจอกับสวีเดน ซึ่งแมตช์นั้นคือแมตช์ที่ชี้ชะตาในการเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกของเรา และเราก็เอาชนะพวกเขาไป 2-1

แล้วจู่ ๆ เด็กที่อายุแค่ 20 ขวบอย่างผม ได้รับโอกาสในการไปตะลุยศึกฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับรับรางวัล "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี"

นี่ล่ะครับ จึงกลายเป็นที่มาของภาพถ่ายใบนี้ที่ทุกท่านกำลังเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ครับ


..

📰 มึนเช่นเฉลิมฉลอง กับเสียงโห่ร้องที่ดอร์ทมุนด์
🎩 #มุมมองไคเซอร์ฟร้านซ์

เพราะภายใต้การบัญชากองทัพค่าย "สิงโต" ของ มักซ์ แมร์เคิ่ล นี่เอง สโมสร 1860 มึนเช่น จึงคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาครอบครองได้สำเร็จครับ

ส่วนพวกเรา เอฟเซ ไบเยิร์น มึนเช่น รวมถึงทีมคู่อริต่อกรอย่าง โบรุสเซีย เมินเช่นกลัดบัค ต่างคนต่างก็กอดคอเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดในฤดูกาลนี้พร้อมกัน และทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการจบอันดับที่ 3 ของตาราง ซึ่งก็ถือว่าดี ที่เราได้ขึ้นไปเบียดลุ้นแชมป์กับกลุ่มบนสุดแบบใกล้ชิดแล้ว และการที่พวกเราคว้าแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล มาครองได้นั้น ถือเป็นการช่วยเติมเต็มให้วันแห่งการเฉลิมฉลองที่เมืองมึนเช่นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ไฮไลท์ในระดับนานาชาติ นอกเหนือจากการที่เยอรมันตะวันตกของเรา ก้าวขึ้นไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์ในศึกฟุตบอลโลกปี 1966 กับนัดชิงชนะเลิศที่ลูกยิงประตูเจ้าปัญหาที่เวมบลี่ย์ (ของ เจฟฟ์ เฮิร์สท์) ในเกมที่เจอกับทีมชาติอังกฤษแล้วนั้น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เอง ก็ได้สร้างเอฟเฟกต์จุดกระแสความยินดีระดับประเทศครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นมาเหมือนกัน

พวกเขาคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ด้วยการปราบลิเวอร์พูลในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 ซึ่งคนที่สวมบทฮีโร่พังประตูชัยให้ทีมชนะก็คือ นักเตะมาดกวนอย่าง (ไรน์ฮาร์ด) "สแตน" ลีบูด้า

พ่อมดลูกหนังผู้สร้างปาฏิหาริย์แบบเขานั้น น่าเสียดายเหลือเกินครับ ที่ฟุตบอลยุคนี้ เราแทบจะไม่มีวันได้เห็นนักเตะที่เล่นสไตล์แบบนี้อีกแล้ว

..

📖 ผ่านไป...บันทึกไว้

🇷🇸 ราดี้ ไอ้หมาแสนฉลาดผู้ยึดแชมป์ไว้มั่น

"มันจะมีแชมป์ในบางครั้งเหมือนกัน ที่ทำให้คุณได้เห็นชื่อตัวเองจารึกลงบนหนังสือบันทึกสถิติโลก อย่างเช่น การคว้าแชมป์ลีกของผมกับเหล่าพลพรรคสิงโต 1860 นี่ไงล่ะ"

"เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีก่อนหน้านี้ สโมสรไม่เคยมีความสำเร็จอะไรให้สัมผัสเป็นชิ้นเป็นอันเลย และหลังจากนี้ไปอีก 100 ปี ก็จะคงจะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมแล้วล่ะ"

นี่เป็นคำพูดเปรียบเปรยสไตล์ดุเด็ดเผ็ดร้อนแบบฉบับของบุรุษชื่อ 'มักซ์ แมร์เคิ่ล' คนนี้นี่เลยครับ กับผลงานชิ้นโบว์แดงแห่งชีวิตของเขากับทัพ 1860 มึนเช่น

เมื่อ 5 ปีก่อน ทีม 1860 มึนเช่น ยังคงปักหลักอยู่ในลีกภูมิภาคทางตอนใต้ อย่าง โอเบอร์ลีก้า ซื้ด

และแล้วใน ฤดูกาล 1961/62 เทรนเนอร์ มักซ์ แมร์เคิ่ล ก็เข้ามารับบัญชาคุมค่าย "สิงโตแห่งมึนเช่น" ทั้งกองทัพ

เขากวาดล้างสิ่งเดิม ๆ แล้วสร้างระบบระเบียบโฉมใหม่ขึ้นมา ใครที่เล่นไม่ได้ ใครที่ไร้ซึ่งความมุ่งมั่นทุ่มเท มีโทษเพียงสถานเดียว คือ เก็บกระเป๋าออกจากทีมไปซะ

"พวกประเภทที่ทำตัวเป็นเด็กดีเรียบร้อยจนเกินไป มีมากไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก"

แต่สำหรับนายทวารชาวยูโกสลาเวียอย่าง เปตาร์ "ราดี้" ราเดนโควิช นั้น คือข้อยกเว้นจริง ๆ

ราดี้เป็นนักประเภทเสือเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์ที่จะไม่มีใครหน้าไหนหาญเทียบมาใช้เหลี่ยมสู้กับเขาได้

"เจ้าหมอนี่มันเป็นหมาแสนฉลาด วันไหนที่เขาไม่อยากมาซ้อมให้ตรงเวลา เขาก็แค่แกล้งทำเป็นหมุนเข็มที่เวลานาฬิกาข้อมือของตัวเองย้อนหลังซะอย่างนั้น" มักซ์ แมร์เคิ่ล เล่าไปก็ยิ้มไป

แต่สิ่งหนึ่งที่บรมกุนซือผู้นี้ให้การยอมรับในตัวราดี้อย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ "ถ้าเราไม่มีนายทวารมหัศจรรย์จอมเพี้ยนคนนี้อยู่ในทีมแล้วล่ะก็...พวกเราคงไม่มีวันได้สัมผัสแชมป์บุนเดสลีกาอย่างแน่นอน"

🟡 ดอร์ทมุนด์ฉลองเร็ว จนแชมป์ลีก...หลุดมือ

กองทัพ "เสือเหลือง" มีแดนกลางและแนวรุกระดับมหากาฬ 3 คนด้วยกัน

"สแตน" ลิบูดา ประจำการทางกราบขวา

"ซิกี้" เฮลด์ ปักหลักอยู่ตรงกลาง

และ โลธ่าร์ "เอ็มม่า" เอ็มเมอริช ปั่นป่วนอยู่ทางกราบซ้าย

ว่ากันว่า นี่คือ แนวรุกที่ยอดเยี่ยมและน่าครั่นคร้ามมากที่สุดประจำฤดูกาล 1965/66

และมันจะเป็นการปิดฉากฤดูกาลที่สมบูรณ์แบบกว่านี้ ถ้าหากพวกเขาไม่จบที่ตำแหน่ง "รองแชมป์บุนเดสลีกา"

สาเหตุหลัก คงหนีไม่พ้นตอนที่...หลังจากพวกเขากรีธาทัพบุกไปโค่นปราบพยศ ลิเวอร์พูล แล้วคว้าแชมป์ยุโรปได้นั้น เหล่าขุนพลเสือเหลืองต่างพากันปาร์ตี้และดื่มด่ำกับความสำเร็จชิ้นนี้ล่วงหน้าจนเข้าขั้นหนักเกินไป ส่งให้ฟอร์มการเล่นในลีกมีอันต้องหลุดและแพ้รวดในเกมบุนเดสลีกาไปใน 3 นัดสุดท้ายอย่างเหลือเชื่อ

นี่ล่ะครับ บทเรียนราคาแพง ของการที่เฉลิมฉลองกับความสำเร็จ เร็วจนเกินไป

..

🔍 เก็บตกสถิติ

🏆 แชมป์ : 1860 มึนเช่น

⬇ ตกชั้น : โบรุสเซีย นอย์นเคียร์เชิ่น, ทาสมาเนีย 1900 แบร์ลิน

🚩 ดาวซัลโว :

🏅 31 ประตู : โลธ่าร์ เอ็มเมอริช (ดอร์ทมุนด์)
⚽ 26 ประตู : "ทีโม" โคนีเอ็ทซ์ก้า (1860 มึนเช่น)
⚽ 20 ประตู : อาร์โนลด์ ชึตซ์ (แวร์เดอร์ เบรเมน)

🕯 11 ขุนศึกทีมแชมป์ค่าย "สิงโตแห่งมึนเช่น"
(ระบบ 4-2-4)

👕 ผู้รักษาประตู : เปตาร์ ราเดนโควิช

👕 แบ็คขวา : มานเฟรด ว้ากเนอร์
👕 เซ็นเตอร์แบ็ค : แบร์นด์ พัทซ์เค่อ, อ๊อตโต้ ลุททร็อพ
👕 แบ็คซ้าย : ฮันส์ ไรช์

👕 มิดฟิลด์ : เชลโก เปรูชิช, เพเทอร์ โกรสเซอร์

👕 ปีกขวา : อัลเฟรด ไฮส์
👕 ศูนย์หน้า : ทีโม โคนีเอ็ทซ์ก้า
👕 ศูนย์หน้า : รูดี้ บรุนเนนไมเยอร์
👕 ปีกซ้าย : ฮันส์ เรเบอเล่อ

🔥 จำนวนประตู : 987 ลูก (เฉลี่ย 3.23 ประตูต่อเกม)

🏹 ยิงจุดโทษ : 93 ครั้ง (เข้า 66 - เฉลี่ย 70.97%)

👀 ยอดรวมคนดูในสนาม : 7,094,666 คน (เฉลี่ย 23,185 คน ต่อเกม)

🗡 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี : ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นเบาเออร์ (ไบเยิร์น มึนเช่น)

🔝 แชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก : 1860 มึนเช่น

👔 กุนซือทีมแชมป์ : มักซ์ แมร์เคิ่ล

🔱 แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : ไบเยิร์น มึนเช่น

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 ( )
📸 #บุนเดสลีกา

12/08/2026

พ่อครับ ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพ่อจากไปแล้ว ผมยังทำใจไม่ได้ หรือพูดให้ถูกคือ ผมไม่อยากทำใจเลย

มันยากมากที่จะจินตนาการว่า ต่อแต่นี้ไป ผมจะไม่ได้เจอพ่ออีกแล้ว เราจะไม่ได้คุยกันอีกต่อไปแล้ว ผมรู้ว่าพ่อต้องเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน และนี่อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

แต่พ่อก็จากไปเร็วเหลือเกิน เรายังเหลืออีกตั้งหลายอย่างที่จะได้ทำร่วมกัน และก็ผ่านมันไปด้วยกันอีกตั้งเยอะ

พ่อขอให้ผมเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และเพียงไม่กี่วันก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม อาการของพ่อก็เข้าขั้นทรุดหนัก

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่พ่อไม่ได้มาอยู่เคียงข้างผมในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่แม่ก็บอกผมเสมอว่าพ่อจะต้องดีขึ้น และจะแข็งแรงขึ้นมากพอที่จะเดินทางมาหาผมได้

ผมเองก็บอกพ่อว่า เราจะผ่านทะลุเข้าไปเล่นจนถึงรอบชิงชนะเลิศให้ได้ เพื่อที่พ่อจะได้เดินทางมาดูผมเล่น

ทุกครั้งที่จบแมตช์ ผมจะคอยมองหาและคิดถึงข้อความจากพ่อเสมอ พอถึงจุดนั้น ผมเลยรู้ว่าสถานการณ์มันแย่จริง ๆ ถึงอย่างนั้น ในหัวผมก็ไม่เคยหยุดคิดที่จะพาทีมไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ เพื่อยื้อเวลาให้พ่อได้มีโอกาสมาเห็นผมลงเล่นสักนัด

พวกเราเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่พ่อก็มาไม่ได้...ผมอยากคว้าแชมป์มาให้พ่อ อยากนำถ้วยใบใหม่ใบนี้มาโชว์ให้พ่อเห็น แต่...ผมทำไม่สำเร็จ ขาของผมมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้วครับพ่อ ครั้งนี้ผมพยายามฝืนสังขารร่างกายทุกอย่าง แต่ก็ทำไม่ได้จริง ๆ ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองฟิตสมบูรณ์เต็มร้อยเลยตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์

ตอนที่ผมกลับไปถึง พ่อเข้าใจว่าเราแพ้รอบชิงฯในการดวลจุดโทษ เราไม่ได้คุยกันถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเลย พ่อไม่มีโอกาสได้ดื่มด่ำกับอะไรเลย เราไม่ได้เป็นแชมป์ แต่พ่อไม่รู้หรอกว่า พวกเราสนุกและเต็มที่กับทุกแมตช์มากแค่ไหน และเป็นอีกครั้งที่พ่อพูดถูก...ผมต้องอยู่ที่นั่นและต้องลงสนามแข่งเพื่อมัน

ผมเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เรายังไม่ได้คุยกัน ส่วนเรื่องอื่นพ่อรู้อยู่แล้วนะครับ เราคุยกันทุกวันและหาเวลามาเจอกันเสมอเมื่อผมไม่มีติดภารกิจตารางอะไรที่ต้องลงแข่ง

พ่อครับ...ผมไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไปโดยไม่มีพ่อ ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อยังไง ผมเล่นฟุตบอลมาตลอด และตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผมจะเล่นต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

พ่ออยู่เคียงข้างผมมาตลอดตั้งแต่จุดเริ่มต้น มันเหลืออีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางแล้วนะพ่อ ทำไมพ่อไม่อยู่ต่ออีกนิดเดียวเพื่อที่เราจะได้ปิดฉากมันไปพร้อมกันล่ะ?

ผมรู้ว่าความสุขของพ่อ คือการได้เห็นครอบครัวมีความสุข เห็นแม่ เห็นลูก ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสุขที่สุดที่พ่อไม่มีทางให้คนอื่นรู้เลยก็คือ การที่พ่อได้เห็นผมลงสนามแล้วเล่นฟุตบอล

ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว มันเป็นแบบนี้มาตลอด พ่อพาผมไปส่งซ้อมทุกครั้งทันทีที่เลิกงาน มีหลายครั้งเหมือนกันที่แม่เป็นคนพาไปเพราะพ่อยังติดงานอยู่

และแน่นอน เวลาที่มีแมตช์การแข่งขัน พ่อไม่เคยพลาดเลยแม้แต่นัดเดียว พ่อต้องลุ้นต้องทรมานแค่ไหนเวลาดูผมเล่น และพ่อก็มีความสุขกับมันมากแค่ไหน แม้ว่าพ่อจะไม่ค่อยเอ่ยปากชมผมตรง ๆ ก็ตาม

พ่อเป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งเพื่อน และเป็นทั้งผู้จัดการส่วนตัว พ่อเป็นคนที่ใช่เสมอในทุก ๆ ช่วงเวลา และพ่อไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลย ไม่ว่าเราจะเคยขัดแย้งกันหรือว่าทะเลาะกันบ้าง แต่สุดท้ายพ่อก็เป็นฝ่ายถูกเสมอ และมันจบลงตามที่พ่อพูดไว้ทุกอย่าง

พ่อครับ ผมจะคิดถึงพ่อมาก ๆ นะ พ่อจะอยู่ในใจผมเสมอ โดยเฉพาะในการสอนสั่งดูแลลูก ๆ ของผม

ผมจะอบรมเลี้ยงดูพวกเขา เหมือนอย่างที่พ่อกับแม่เคยเลี้ยงดูผมมานะครับ

หลับพักผ่อนให้สบายนะครับพ่อ และขอให้พ่อช่วยเฝ้ามองลงมาหาพวกเรา คอยปกป้องคุ้มครองพวกเราจากบนฟากฟ้าเหมือนอย่างที่พ่อเคยทำตอนอยู่ที่นี่นะ

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ

รักพ่อครับ ❤️

..

ลีโอ คุณเติบโตอย่างมาดีเลยนะ และผมเชื่อว่า ไม่มีวันไหนเลยที่พ่อจะไม่ภูมิใจในตัวคุณ เพราะพวกเรา คนที่รักคุณและเชียร์คุณมาตลอด ก็จะรักและให้กำลังใจคุณจากตรงนี้มาก ๆ เหมือนกัน

คุณจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้นะ เชื่อผมสิ คุณทำได้แน่นอน และพ่อจะอยู่ข้าง ๆ คุณตลอดไป โดยเฉพาะตรงนี้ ❤

..

✍️ #ลีโอเนลเมสซี่ (IG : leomessi)
🙏 #ปรากลิเบอโร่
📸

12/08/2026

ขอ 1 เมนูที่แม่ทำให้กินแล้วเราชอบมากที่สุดครับ 🍲🍜

09/08/2026

พากย์บอลครั้งแรกในชีวิต

ไม่น่าเชื่อเลยครับ ว่าตัวเองจะได้รับโอกาสที่ล้ำค่าแบบนี้ นั่นคือการได้พากย์บอลออกสู่สาธารณชน กับการแข่งขัน JSE Japan Challenge Cup 2026 ชุด ยู-14

ยาว ๆ ไปครับ หกคู่ ตั้งแต่ 8.30 - 16.30 น.

แม้จะพากย์เป็นปากสอง และยังมีจุดให้ต้องปรับและเก็บเกี่ยวอีกเยอะมาก แต่ก็ภูมิใจครับ ที่ พี่นก ขวัญชัย ขวัญเมือง หัวหน้าผม เชื่อมั่นพร้อมกับมอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ให้กับน้องคนนี้

วันนี้ได้ออกหน้ากล้องสัมภาษณ์นักเตะยอดเยี่ยมในแต่ละเกม เด็ก ๆ ทั้งหมด รุ่นน้องหมดเลยค้าบ แต่ทุกครั้งที่จะสวัสดี ทักทายน้อง 2 มือผม ยกขึ้นไหว้โดยอัตโนมัติเลยฮะ

สำหรับ เอฟซี โตเกียว ทีมนี้ นักเตะหลายคน ที่ผมได้มีโอกาสพากย์ชื่อและสัมภาษณ์หลังเกมในวันนี้ ผมเชื่อมั่นอย่างลึก ๆ ว่า ต้องมีสักคนหรือมากกว่านี้ในทีมนี้ ที่อนาคตจะได้ขึ้นไปเป็นกำลังหลักสำคัญของทีมชาติญี่ปุ่นได้แน่นอนในอนาคต

ตอนผมสัมภาษณ์น้อง ยูมะ โอดานากะ ล (คนที่ 2 ในภาพ ขวาบนสุด) นายทวารฮีโร่ที่เซฟลูกโทษฝั่ง เมืองทอง ยูไนเต็ด ซอคเก้อร์ สคูล จน เอฟซี โตเกียว ชนะฎีกาแมตช์นี้ไปได้ คำถามสุดท้ายที่ผมถามน้องก็คือ อนาคต น้องมีทีมไหนบ้างมั้ยที่ถ้าได้โอกาส อยากจะไปเล่นให้มากที่สุด?

แม้คำตอบของน้อง จะไม่มีการระบุทีม แต่น้องบอกว่า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ ลาลีกา สเปน คือความใฝ่ฝันของน้อง

สำหรับเด็กญี่ปุ่นแล้ว ไม่ใช่แค่เฉพาะน้องยูมะคนเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงคนอื่น ๆ ในทีม และทุก ๆ คนอีก 7 ทีม ที่วันนี้ ถือเป็นเกียรติสำหรับผมอย่างยิ่ง ที่ได้ทำหน้าที่บรรยายเกมและชมเห็นกับตาตัวเอง

ขอบคุณจากหัวใจครับ ขอบคุณพี่ ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ทาง PPTVHD36 ทุกคนครับที่ทำให้ผมได้มาเจอสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกอันหนึ่ง คือเด็ก ๆ เหล่านี้ครับ

ขอบคุณกำลังใจจากที่บ้านมาก ๆ ครับ ขอบคุณพี่นกอีกครั้ง ขอบคุณพี่ฟลุ๊ค+พี่เบ็ค ขอบคุณพี่ "ป๊อป วีระพล" ที่แนะทริคการพากย์ให้กับผม ก่อนออกเดินทาง ขอบคุณพี่ ๆ ที่ PPTV ทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจและเชื่อมั่นในตัวผม

และสุดท้ายขอบคุณลุง ย.โย่ง ครับ การได้ศรัทธา การได้รักลุง ย.โย่ง เป็นแรงบันดาลใจและเป็นฮีโร่คนสำคัญหมายเลข 1 คือสิ่งที่ทำให้ผมไม่เจ็บเลยสักวันจริง ๆ ครับ

✍️ #ปรากลิเบอโร่

9 ส.ค. 2569 ณ สนามใจฟ้า จังหวัดลพบุรี

07/08/2026

📰 ฟาบิยาน เรเซ่อ เผย "มีคนอยากให้ผมย้ายทีม 🇩🇪 #จ๊ะจ๋าบุนเดสลีกา 2026/27

การเก็บกระเป๋าออกจากค่าย "หญิงชรา" แล้วโยกซบอก "หมาป่า" ของ ฟาบิยาน เรเซ่อ ด้วยสนนราคา 8 ล้านยูโร ทำให้เวลานี้ เหล่าบรรดาแฟน ๆ "แฮร์ธาเนอร์" ต่างไม่พอใจกันอย่างมาก

ไม่พอใจตรงที่...ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นนั้น ในเดือนพฤษภาคม 2025 เรเซ่อ ได้ต่อสัญญาออกกับแฮร์ธ่าไปแบบก่อนกำหนดถึง 2 ปี ซึ่งเท่ากับว่า เรเซ่อจะอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2030 แถมยังได้รับเกียรติ ให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นเครื่องบรรณาการด้วย

คำถามที่แฟน ๆ ที่นั่น ต่างสงสัยกันก็คือ แล้วหมอจะต่อสัญญาทำไม?

"ผมต่อเพราะว่า นั่นคือเครื่องยืนยันความจงรักภักดีของผมที่มีต่อสโมสรและก็เมืองนี้อย่างชัดเจนครับ"

"ผมเข้าใจได้ว่าทำไมคนนอกที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ถึงได้มองเรื่องนี้โดยรู้สึกไม่พอใจและมองการพัฒนาของเรื่องนี้ไปในทิศทางนั้น"

"มันอาจจะดูเหมือนผมไม่สนใจคำพูดที่ตัวเองเคยพูดเอาไว้ในอดีตอีกแล้ว แต่...มันไม่ได้เป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ"

"แบร์ลิน ยังคงบทชีวิตที่งดงามที่สุดสำหรับผมจนถึงตอนนี้ครับ"

เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงด่าทอสาดเสียเทเสีย โถมกระหน่ำเข้ามาแบบนี้ คนอย่างเรเซ่อ จะนิ่งเฉยหรือ?

ไม่..."ผมต้องออกมาชี้แจงกับทุกคนด้วยตัวเอง เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่เข้าใจผมผิด ๆ แบบนี้"

ทุกคอมเมนต์ที่โยนใส่ เรเซ่อรู้สึกครับ และมันก็กระทบจิตใจเขาไม่น้อยเลย

"ถ้าผมบอกว่า ผมไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลย นั่นคงเป็นการโกหกตัวเองแล้วล่ะฮะ"

"บางครั้งความรู้สึกดี ๆ ที่เข้ามา มันก็สามารถพลิกแพลงกลายเป็นพลังลบได้ เป็นความผิดหวังได้ เป็นความริษยาได้ และบางครั้ง ก็น่าเสียดาย ที่มันดันกลายเป็นความเกลียดชังไปได้เหมือนกัน"

แล้วเหตุผลจริง ๆ ล่ะของคุณล่ะ มันคืออะไรกันแน่ บอกเราหน่อยสิ

"มีคนมาพูดกับผมว่า "ฟังนะ ฟาบียาน เราจำเป็นต้องหาเงินเข้าสโมสร และสำหรับนายแล้ว การย้ายทีม น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่จะยกระดับอาชีพการค้าแข้งของนายให้รุดหน้าขึ้นไปอีก"

วอล์ฟสบวร์ก จะเป็นคู่แข่งของแฮร์ธ่าโดยตรงในฤดูกาลนี้ ในการชิงตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่บุนเดสลีกา ฤดูกาลหน้า

ก่อนจบเรื่องนี้ เรเซ่อยังย้ำชัดถึงเจตจำนงที่แท้จริงของเขาเป็นการทิ้งท้ายว่า...

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เขาไม่เคยลบออกไปจากหัวใจตัวเองได้เลย ก็คือ การได้ประชันแข้ง ลงทำศึกบนสมรภูมิรบลูกหนังลีกสูงสุดอย่าง "บุนเดสลีกา" ซึ่งเป็นยอดปรารถนา

และในสายตาของเรเซ่อ วอล์ฟสบวร์ก คือทีมที่มีทั้งความเป็นไปได้ ความพร้อม และการหนุนเอื้อทุกสิ่งอย่างต่อเป้าหมายชิ้นนี้ของเขาที่อยากทำให้สำเร็จมากที่สุด

..

เทรนเนอร์กองทัพหมาป่า โทบียัส ชตรอเบิ้ล มีกองหน้าสุดยอดอยู่ในมือที่เขาเชื่อว่า "การมีกองหน้าหลายคนอยู่ในทีม เป็นเรื่องที่สำคัญมาก"

โรแบร์ต กลาทเซิ่ล 94 ประตู จาก 189 นัดในลีกรอง

ฟาบิยาน เรเซ่อ 48 ประตู จาก 245 นัด กับ คาร์ลสรูเฮอร์ เอสเซ, กรอยเธอร์ เฟือร์ธ, ฮอลชไตน์ คีล และ แฮร์ธ่า แบร์ลิน

เฟรเซอร์ ฮอร์นบี้ 23 ประตู จาก 53 นัด กับถิ่นดาร์มชตัดท์

"เฟรเซอร์และฟาบี้เอง ต่างก็รู้วิธีการทำประตูในลีกนี้ดี"

จะดีหรือไม่ดี ผลงานการออกสตาร์ทจะออกมากร้าวได้อย่างฉลุยฉุยฉายมั้ย?

กองทัพ "ปีศาจแดง" แอร์สเท่อ เอฟเซ ไคเซอร์สเลาเทิร์น จะได้ลิ้มรสสัมผัสดงแข้งเหล่าขุนศึกหมาป่าเป็นทีมแรก ประจำฤดูกาล 2026/27 ในคืนวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์นี้ 9 ส.ค. ที่โฟคสวาเก้น อาเรน่าครับ

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 #คิกเคอร์
📸

07/08/2026

สุขสันต์วันครบรอบแต่งงาน 37 ปีครับ
ลุงโย่ง ❤ ป้ายุ 📸 เอกชัย นพจินดา
🙏 #ปรากลิเบอโร่

03/08/2026

📰 เบามันน์-นาเกิลส์มันน์ เคลียร์ใจกันแล้ว!
🇩🇪 #ปักธงไชยค่ายอินทรีเหล็ก

ย้อนกลับไป ก่อนที่ มานูเอล นอยเยอร์ จะคัมแบ็กกลับมาสวมบทผู้เฝ้าประตูเมืองอินทรีเหล็กอีกครั้ง

เชื่อว่า หลายสายตาในตอนนั้นต่างปักธงเหมือนกันหมดว่า โอลิเวอร์ เบามันน์ จะลงเฝ้าเสาเป็นนายทวารมือ 1 ทีมชาติเยอรมนี แน่ ๆ ในยุทธการลูกหนังโลก ที่แคนาดา, เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา

แต่สิ่งที่หวัง กับความเป็นจริง ไม่น่าเชื่อว่า มันจะมาสวนทางกันแบบนี้ได้

อดีตบุนเดสเทรนเนอร์ ยูลิอัน นาเกิลส์มันน์ แอบไปดีลลับกับ นอยเยอร์ โดยที่ไม่มีการพูดคุยกับเบามันน์เป็นการส่วนตัวแต่อย่างใดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

ทุกคน รวมถึง เบามันน์ รู้และเห็นชื่อ "มานูเอล นอยเยอร์" พร้อม ๆ กันหมด ในวันที่เดเอฟเบ ประกาศรายชื่อ 26 ตัวจริง

ไม่มีการบอกล่วงหน้า ไม่มีการส่งสัญญาณเตือนใด ๆ ทั้งนั้น แบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง เบามันน์ และ นาเกิลส์มันน์ จะพบจุดจบที่ตรงไหน???

..

ล่าสุดที่แคมป์เก็บตัวของทีม เทเอสเก 1899 ฮอฟเฟ่นไฮม์ ที่เมืองเซเฟลด์ ประเทศออสเตรีย สำนักสื่อกีฬา คิกเคอร์ เยอรมัน ได้ทำการบุกสัมภาษณ์ โอลิเวอร์ เบามันน์ ถึงที่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการถาม-ตอบ ในครั้งนี้ ก็คือเรื่องความหลังอันเจ็บปวดที่แดนมะริกัน ที่ผ่านมา

ความรู้สึกในตอนนี้ เบามันน์ยอมรับตามตรงว่า "เรื่องนั้นผมทำใจได้แล้วครับ และผมก็ก้าวข้ามผ่านจุด ๆ นั้นมาได้เรียบร้อยแล้ว"

"ผมผ่านมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเพื่อน ๆ ในทีมที่นี่ด้วยล่ะครับ ที่ทุกคนต่างคนต่างเข้ามาช่วยกันให้กำลังใจผม"

"มันมีบางช่วงเหมือนกันที่ผมยอมรับเลยว่า มันไม่ง่าย และผมเสียพลังงานให้กับเรื่องนี้ไปเยอะพอสมควรเลยทีเดียว"

"แต่ถึงมันจะเป็นแบบนั้น ผมก็พยายามที่จะส่งพลังบวกให้กับทุกคนในทีมอย่างเต็มที่"

"ผมคิดว่าตัวผมเอง ได้ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้วครับ...ดีมากพอที่จะไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคในการไล่ล่าความสำเร็จของทีมได้แน่นอน"

ขอซูฮกคารวะจากใจจริง ๆ สำหรับทัศนคติของเขาที่มีต่อเรื่องนี้

เบามันน์ในวัย 36 ปี ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพชนิดที่ดีอย่างไร้ที่ติ ชนิดที่ถ้าเข้าไปกราบได้ เกล้ากระผมก็อยากกราบที่หัวใจเขาอย่างงาม ๆ

วันที่เบามันน์เห็นชื่อนายทวารรุ่นพี่ หมายเลข 1 ของ เอฟเซ ไบเยิร์น กลับมารับใช้ชาติอีกครั้งหนึ่งนั้น หากถามเจ้าตัวว่าความรู้สึกแรกตอนที่ทราบ มันเป็นยังไงบ้าง?

"แน่นอนครับ วินาทีนั้น ผมจุกไปหมด เพราะนั่นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผมเลยนะ"

อีก 4 ปีข้างหน้า กับโอกาสในการได้ไปเล่นฟุตบอลโลก

ไม่รู้ว่า เมื่อถึงวันนั้น เบามันน์จะยังได้รับโอกาสจาก เยือร์เก้น คล็อปป์ อยู่มั้ย หากเขายังรักษาฟอร์มได้คงเส้นคงวา

หากถามถึงเปอร์เซ็นต์แห่งโอกาส ตอบได้คำเดียวในตอนนี้เลยว่า "ยากสสสสสสส"

หลังจากเขาถูกลดบทบาทไปเป็นมือสอง เบามันน์ต้องจัดการกับความรู้สึกตัวเองในเรื่องนี้อยู่นานมากทีเดียว

แต่ในที่สุด เขาก็ผ่านมาได้ด้วยกำลังใจจาก ชาร์ล็อตเต้อ ภรรยา, พลพรรคเพื่อนฝูง และคนที่รู้จัก ต่างคนต่างเข้ามาให้กำลังใจถามไถ่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างไม่หยุดหย่อน

และการต่อสายคุยกับนาเกิลส์มันน์ตรง ๆ ก็ได้เกิดขึ้น หลังจากนั้น

"ผมได้คุยกับยูลิอันเมื่อสัก 10 วันที่แล้วครับ จริง ๆ เราว่าจะนัดโทรคุยกันอยู่แล้วล่ะ เราคุยกันเกือบชั่วโมงเห็นจะได้ และทุกเรื่องที่มันติดค้างอยู่ในใจผม ๆ ก็ได้ระบายและพูดให้เขาฟังไปหมดเรียบร้อยแล้ว"

หวังว่าจะไม่มีการใส่อารมณ์แบบหนักหน่วงกันนะ ใช่มั้ย โอลิเวอร์???

"ไม่มีการใส่อารมณ์กันเลยครับ ไม่มีดราม่า หรือการพูดจาข่มใส่กันเลย ทุกอย่างจบลงอย่างใสสะอาดและเป็นมืออาชีพมาก ๆ เรื่องนี้ มันจบด้วยดีมากครับ สำหรับผม"

ก่อนที่จะวางสาย อดีตบุนเดสเทรนเนอร์ ก็ได้เอ่ยคำ ๆ หนึ่งที่ช่วยสมานแผลในใจของ โอลิเวอร์ เบามันน์ ด้วยเช่นกัน

"เขายอมรับกับผมตามตรงเลยว่า เขาเสียใจจริง ๆ กับบทสรุปทุกอย่างที่มันออกมาเป็นแบบนั้น"

"เรายังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเหมือนเดิมครับ ซึ่งเอาจริง ๆ มันก็ดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

"ในเมื่อมันเป็นการตัดสินใจในเชิงฟุตบอล ในทางแท็กติก เราก็ต้องยอมรับมันครับ"

"และสำหรับผม เรื่องนี้ได้ถูกเคลียร์และปิดจบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ"

นี่คือบทเรียนอันล้ำค่า ที่เราหวังว่า ในยุคสมัยของคล็อปป์ จะมีไม่มีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีกนะ...นะ

เอาน่ะ ยูโร 2028 หวังว่าคุณจะยังได้รับโอกาสอยู่นะ โอลิเวอร์

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📸 #เยอรมัน #ฟุตบอล

03/08/2026

📰 บุนเดสลีกา 26-27 สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
🇩🇪 #จ๊ะจ๋าบุนเดสลีกา

สังเวียนหญ้าบุนเดสลีกา 2026/27 จะได้ฤกษ์เปิดม่านโชว์เพลงเตะวันแรก คือ 28 สิงหาคม

ล่าสุด สกายสปอร์ต เยอรมัน ได้ทำการแจกแจงข้อมูลล่าสุด สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมีขึ้นในซีซั่นที่ 64

มาดูกันสิว่า มีอะไรบ้างเอ่ย...

🔴 มี 2 สนามด้วยกัน ที่จะทำการเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่

โบรุสซีอา เมินเช่นกลัดบัค : จากเดิมใช้ชื่อ "โบรุสซีอา พาร์ค" จะเปลี่ยนเป็น "อิสต้า-โบรุสซีอา พาร์ค" (Ista คือ บริษัทผู้ให้บริการด้านการจัดการพลังงานและวัดผลการใช้น้ำ/ความร้อนของเยอรมนี)

ฮอฟเฟ่นไฮม์ : จากเดิมใช้ชื่อ "เพรเซโร่ อาเรน่า" (PreZero บริษัทจัดการขยะ สภาพแวดล้อม และรีไซเคิลของเยอรมนี โดยเป็นบริษัทลูกของ Schwarz Group) ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักของสนามในช่วงปี 2019–2026) จะเปลี่ยนเป็น "เอสเอ็นเพ-อาเรน่า" (SNP ย่อมาจาก SNP Schneider-Neureither & Partner SE ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์และการจัดการข้อมูลไอทีชื่อดัง ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองไฮเดลแบร์ก ใกล้กับสโมสร)

🔴 "อาดิดาส" จะกลับมาเป็นสปอนเซอร์ลูกฟุตบอลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ให้กับลีกสูงสุด - บุนเดสลีกา - และลีกาสอง - ซไวเทอ บุนเดสลีกา - ซึ่งนับเป็นการคัมแบ็คอีกครั้งในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2017/18

🔴 กฎ "8 วินาที" จะถูกนำมาในการนับถอยหลังสำหรับการตั้งเตะจากประตูและการทุ่มลูกจากข้างสนาม ซึ่งจะไม่ได้จำกัดเพียงแค่ตอนที่ผู้รักษาประตูเตะเปิดเกมหรือขว้างบอลอีกต่อไปแล้ว

🔴 สำหรับการเปลี่ยนตัวผู้เล่น จะมีการจำกัดเวลา และกำหนดให้มีการพักเป็นภาคบังคับ 1 นาที หลังจากได้รับการปฐมพยาบาล เพื่อช่วยให้เกมดำเนินต่อไปอย่างไหลลื่นขึ้น

🔴 VAR สามารถเข้ามาแทรกแซงในการตัดสินของกรรมการได้ในกรณีที่มีการให้ ใบเหลือง>ใบแดง (แจกใบเหลืองที่สอง), การตัดสินลูกเตะมุม และกรณีที่กรรมการระบุตัวผู้เล่นผิดคน

🔴 ช่วงพักโปรแกรมทีมชาติตอนฤดูไม้ร่วง จากเดิมที่เป็น 3 ครั้ง ตั้งแต่ฤดูกาลนี้เป็นต้นไป จะเหลือเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น

🔴 บุนเดสลีกาจะมีการพักลีกเป็นเวลา 16 วัน ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม และจะมีการพักอีก 9 วันในเดือนพฤศจิกายน

🔴 และสุดท้าย...สมาคมฟุตบอลลีกเยอรมัน จะดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพภายใต้แบรนด์ "Bundesliga" โดยยกเลิกการใช้แบรนด์ DFL (เดเอฟแอล) นับตั้งแต่ฤดูกาล 2026/27 เป็นต้นไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ปีนี้จะเป็นที่บุนเดสลีกา ได้มอบรสชาติและสีสันแห่งความหฤหรรษ์ให้แฟนฟุตบอลเยอรมันอย่างเราท่านอีกครั้งหนึ่ง

28 สิงหาคม นัดแรก เตรียมนับถอยหลังกันได้เลยคร้าบ แควน ๆ ที่ฮัก

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📸 #บุนเดสลีกา

31/07/2026

"ผมเป็นแฟนบอลมิลานครับ ผมมองดูเสื้อสีแดงดำพวกนี้มาตั้งแต่ตอนอายุ 10 ขวบ"

"พอตัวเองได้ก้าวเท้าเข้ามาสู่ศูนย์ฝึกมิลาเนลโล่เป็นครั้งแรกตอนอายุ 14 ความรู้สึกมันเหมือนกับผมหลุดเข้าไปสู่โลกสรวงสวรรค์ยังไงยังงั้นเลยครับ"

สำหรับ ฟรังโก้ บาเรซี่ แล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้รู้จัก เอซี มิลาน มาจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งก็คือวันนี้

มิลานคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขามาก ๆ อย่างยิ่ง เป็นลำดับแรก ๆ ของชีวิต

"มิลานคือหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของผมมาโดยตลอดครับ ผมเสียทั้งพ่อกับแม่ไปตั้งแต่ตอนยังวัยรุ่น และมิลานคือคนที่อ้าแขนรับผมเข้าทีมไว้ พร้อมกับมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความหมายให้กับชีวิตผม"

ถามว่า ช่วงนั้นที่ย้ายเข้ามาอยู่มิลานใหม่ ๆ ลำบากมั้ย?

"ลำบากครับ มันไม่ง่ายเลยที่ตัวเองจะต้องทิ้งบ้านเกิดอย่างตราวาเกียโต้ไปเพื่อย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ ยุคนั้นมันจะต่างกับสมัยนี้มาก และการเปลี่ยนแปลงมันก็เห็นภาพชัดเจนจริง ๆ ซึ่งในสถานการณ์แบบนั้น คุณต้องมีหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่งมาก ๆ"

และบาเรซี่ก็มีหัวใจที่แกร่ง และเขาก็ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตมาได้

"ครับ ผมเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความกระหายและความมุ่งมั่นแทน แล้วผมก็ใช้สิ่ง ๆ นี้ขับเคลื่อนตัวเองมาตลอดชีวิตการค้าแข้งของผมครับ"

นับตั้งแต่เขาประกาศแขวนสตั๊ดในปี 1997 อายุ 37 เขาก็ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนี้ ซึ่งคือเมือง ๆ เดิม พร้อมกับใส่สีเสื้อเดิม ๆ โดยไม่แปรเปลี่ยน

ความรู้สึกมันเป็นยังไงกันแน่นะ ระหว่างตัวเขากับ เอซี มิลาน

"เรื่องราวระหว่างผมกับมิลานมันยากที่จะเกิดขึ้นซ้ำสองอีกครับ ผมเชื่อว่า ความรักความผูกพันที่ลึกซึ้งแบบนี้มันมีอยู่บนโลกเราน้อยมากจริง ๆ"

"มิลานให้ความหมายกับชีวิตผมหลายอย่างมาก และพวกเราก็รวมพลังร่วมกันสร้าง พาทีมกลับคืนสู่จุดสูงสุดด้วยชัยชนะอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุคของ (อาร์ริโก) ซาคคี่"

ที่เหลือทั้งชีวิตนี้ ถ้าพูดได้แค่คำ ๆ เดียวที่คุณจะมอบให้กับมิลาน คือคำว่าอะไรฮะ?

"ความกตัญญูครับ"

..

คุณจากไปแล้ว เหลือไว้แต่ภาพจำดี ๆ และความยิ่งใหญ่ที่คุณได้มอบให้กับโลกฟุตบอล

ตอนผมเรียน ม.ปลาย ด้วยความที่ผมชอบฟุตบอลย้อนยุคมาก

เวลาเตะฟุตบอลในสนาม ถึงผมจะสูง 191 ซม. แต่การที่ผมได้ดูวิธีการเล่นของคุณในบ้านแดงตอนนั้น มันทำให้ผมเห็นว่า ฟุตบอลที่เล่นกันแบบ "ใสสะอาดจริง ๆ" เนี่ย มันหน้าตาเป็นยังไง

และไม่น่าเชื่อว่า คนโตตัวเล็กชื่อ "ฟรังโก้ บาเรซี่" คือคนที่ทำให้ผมได้สัมผัสการเล่นฟุตบอลแบบนี้

บางครั้ง ตอนผมเล่น ผมก็แอบจินตนาการตัวเองเป็นคุณเหมือนกัน โดยเฉพาะการเข้าปะทะคู่แข่ง คุณเป็นคนหนึ่งที่ยอดนักเตะในยุคร่วมสมัยให้ความเคารพยกย่องและนับถือมาก โดยเฉพาะ ดีเอโก้ มาราโดน่า อดีตนักเตะหมายเลข 1 ของโลก ผู้ยกให้คุณคือคู่แข่งที่ดีที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขา

ผมอ่านสิ่งที่มาราโดน่าพูดถึงคุณแล้ว ผมไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมเขาถึงขอแลกเสื้อกับคุณ

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ

ลาก่อนครับ

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 #เอซีมิลาน
📸 #ฟรังโก้บาเรซี่

28/07/2026

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ 🙏💛

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข้าพระพุทธเจ้า นายภูวเดช ศิรถิรกุล (ปราก ลิเบอโร่) แอดมินเพจ Libero Shoot ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล

ขอองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากอุปัทวันตรายใด ๆ ทั้งปวง

และสถิตเป็นมิ่งขวัญแห่งปวงข้าพระพุทธเจ้าตราบเท่ากัลปาวสาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

🙏 #รัชกาลที่10 #ทรงพระเจริญ
✍️ #ปรากลิเบอโร่
📷 เอกชัย นพจินดา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ภาษีเจริญ
Bangkok
10160