Libero Shoot

Libero Shoot

แชร์

เสน่ห์มนต์ขลัง ลูกหนังยุคคลาสสิก

13/06/2026

📰 ราชาขาเลื้อย จักรวาลฟุตบอลโลก
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

จากการบันทึกของพงศาวดาร "ฟีฟ่า" ยอดนักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แบ่งออกเป็น 3 โหมดด้วยกัน

🔭 โหมดแรก...รวมทุกยุคทุกสมัย

ปีนี้ที่เม็กซิโก, แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ลีโอเนล เมสซี่ จะลงสตั๊ดสู้ศึกเวิลด์ คัพ เป็นสมัยที่ 6

5 ครั้งที่ผ่านมา ในนามทีมชาติอาร์เจนติน่า นับตั้งแต่ปี 2006 ที่เยอรมนี มาจน 2022 ที่กาตาร์ เมสซี่ คือนักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งรวมทุกสมัยเป็นจำนวน 125 ครั้ง ซึ่งเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ และก็คาดว่า ปีนี้ เราจะได้เห็นตัวเขยิบเพิ่มขึ้นอีกแน่

🔭 โหมดที่สอง...ต่อหนึ่งทัวร์นาเมนต์

"เสือเตี้ย" ดีเอโก้ มาราโดน่า จารึกไว้ที่ 53 ครั้ง และปีที่ตัวเขาทำได้ ก็คือปีทองสุดยอดในชีวิต 1986 ที่เม็กซิโก

🔭 และโหมดสุดท้าย...ต่อหนึ่งเกม

เจย์-เจย์ โอโคชา คือ นัมเบอร์วันที่กระชากลากเลื้อยผ่านคู่แข่งสำเร็จเยอะที่สุดในศึกยุทธการลูกหนังโลกตลอดกาล ต่อ 1 เกม เป็นตัวเลข "15 ครั้ง" ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ไนจีเรีย ประจัญบานกับ อิตาลี

นัดนั้น ไม่ว่าจะเป็น เดเมตรีโอ อัลแบร์ตินี่, อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า และหรือ เปาโล มัลดินี่ รวมถึงขุนพลอัซซูรี่คนอื่น ๆ ต่างได้รู้ซึ้งถึงภยันตรายจากตัวแทนกาฬทวีปทีมนี้ดีว่า สุดสุดแค่ไหน?

โอโคชาคือหมายเลขหนึ่งอย่างแท้จริงในสถิติโหมดนี้ ส่วนอันดับ 2-9 จะเป็นใคร มีรายชื่อดังต่อไปนี้ครับ

🇧🇷 อันดับ 2 : แจร์ซินโญ่ (บราซิล - 13 ครั้ง พบ อุรุกวัย 1970)

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 อันดับ 3 : พอล แกสคอยน์ (อังกฤษ - 13 ครั้ง พบ แคเมอรูน 1990)

🇵🇹 อันดับ 4 : ยูเซบิโอ้ (โปรตุเกส - 12 ครั้ง พบ ฮังการี 1966)

🇩🇪 อันดับ 5 : ไรน์ฮาร์ท ลีบูดา (เยอรมันตะวันตก - 12 ครั้ง พบ บัลแกเรีย 1970)

🇳🇱 อันดับ 6 : โยฮัน ครัฟฟ์ (เนเธอร์แลนด์ - 12 ครั้ง พบ สวีเดน 1974)

🇮🇹 อันดับ 7 : ซานโดร มัซโซล่า (อิตาลี - 12 ครั้ง พบ โปแลนด์ 1974)

🇦🇷 อันดับ 8 : ดีเอโก้ มาราโดน่า (อาร์เจนติน่า - 12 ครั้ง พบ อังกฤษ 1986)

🇩🇪 อันดับ 9 : จามาล มูเซียล่า (เยอรมัน - 12 ครั้ง พบ คอสตาริกา 2022)

มาดูกันซิ ว่าใครจะได้ตำแหน่ง "ราชาขาเลื้อย" บนสังเวียนหญ้าจักรวาลฟุตบอลโลก 2026 ไปครอบครองกัน 🇨🇦 🇲🇽 🇺🇸

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📸 #ฟุตบอลโลก

12/06/2026

กราบถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

​น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

​ข้าพระพุทธเจ้า นายภูวเดช ศิรถิรกุล แอดมินเพจเฟซบุ๊ค Libero Shoot 🙏

๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

09/06/2026

📰 แก๊ซซ่าหลั่งน้ำตาที่ตูริน
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

(เซอร์) บ๊อบบี้ ร็อบสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ชุดตะลุยศึกเวิร์ลด์ คัพ อิตาเลีย'90 ผู้ที่แก๊ซซ่านับถือเสมือนพ่อ กล่าวหลังจบเกมที่อังกฤษพ่ายแก่เยอรมันตะวันตก 🇩🇪🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿

"หัวใจผมเหมือนกำลังจะหยุดเต้นเลยครับ ตอนนั้น"

"เพราะวินาทีนั้น ผมได้รับรู้ความจริงแล้วว่า เส้นทางในนัดชิงชนะเลิศของ พอล แกสคอยน์ มันจบลงแล้ว เขาหมดสิทธิ์ที่จะได้ลงเล่นแน่นอนแล้ว"

"และนั่นคือโศกนาฏกรรม ทั้งต่อตัวเขา, ตัวผม, ทีมเรา, ประเทศชาติ และต่อวงการฟุตบอลอังกฤษทั้งหมด เพราะเขาคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมมาก และแมตช์นั้นเขาก็เล่นออกมาได้อย่างท็อปฟอร์มสุดสุด"

"ยิ่งเกมใหญ่ขึ้นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิงระเบิดฟอร์มเก่งออกมาได้ดีมากขึ้นเท่านั้น"

..

"กัปตันมาร์เวล" ไบรอัน ร็อบสัน เมื่อเห็นแกสคอยน์ตกอยู่ในอาการร่ำไห้เสียใจขั้นหนัก ร็อบโบ้ในฐานะรุ่นพี่ผู้ผ่านทุกสมรภูมิการฟาดแข้งมาเจ็ดย่านน้ำ จึงเดินเข้ามาโอบไหล่แล้วปลอบใจน้องชายคนนี้

"อย่ากังวลไปเลย น้องพี่"

"นายคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ อนาคตบนเส้นทางนี้ของนาย มันยังอีกยาวไกลมาก และนายต้องไม่ลืม ว่านี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกของนาย"

แต่ใครล่ะ จะไปหยั่งรู้อนาคต ว่าฟุตบอลโลกครั้งนั้น จะเป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายในชีวิตของเด็กหนุ่มไฟแรงวัย 23 คนนี้

และนี่คือความรู้สึกทั้งหมดที่เขาได้เปิดเผยผ่าน "แกซซ่า คอลัมน์" ในนิตยสาร ชู้ต! ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 1990 หลังจากเหตุการณ์นัดรอบรองชนะเลิศ หนึ่งสัปดาห์

..

คนทั้งโลก คงได้เห็นผมหลั่งน้ำตากันไปแล้ว ในเกมรอบรองชนะเลิศที่เจอกับเยอรมันตะวันตก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมกลับไม่รู้สึกอายเลยสักนิดเดียว ที่ภาพออกมาเป็นเช่นนั้น เพราะน้ำตาทุกหยดของผมที่ไหลออกมา มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า การที่ผมพลาดโอกาสไปเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกนั้น มันมีความหมายต่อตัวผมมากแค่ไหน

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนฟ้าถล่มดินทลายมาก ในตอนที่ผู้ตัดสินชาวบราซิล (โฌเซ่ โรแบร์โต้ ไรต์ชี) โดนนักเตะและขุมกำลังม้านั่งสำรองของเยอรมัน ตบตา! ด้วยการแสดงที่ผมว่ามันเกินจริงไปหน่อย จนเขาควักใบเหลืองให้ผม

วินาทีนั้น โลกทั้งใบของผมมันเหมือนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

และเพียงไม่กี่วิหลังจากนั้น ผมรู้สึกเหมือนโดนสูบพลังงานออกจากร่างตัวเองจนหมดสิ้น

ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ผมมีในชีวิตเพื่ออุทิศให้กับการเล่นทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้

และมันก็ได้ทำลายความรู้สึกชนิดพังพินาศย่อยยับ เมื่อได้คิดถึงการตัดสินแย่ ๆ เพียงครั้งเดียว ซึ่งนั่นอาจทำให้ผลลัพธ์ของทุกอย่างที่ผมสู้ตรากตรำด้วยการทำงานอย่างหนักมาตลอด มีอันต้องสูญเปล่า

ตอนนั้น ผมอยู่ห่างจากสถานีรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในอีกเพียงแค่ไม่ถึง 30 นาที เท่านั้น

แต่ผมจะไม่ได้ลงเล่นแล้ว และผมไม่สามารถยอมรับความคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้เลย

แต่...แกรี่ ลินิเกอร์ ก็เดินเข้ามาบอกให้ผมยืดอก เชิดหน้าเข้าไว้ เขาพูดกับผมว่า "นี่...แสดงให้คนที่บ้านเราเห็นหน่อย ว่านายกล้าหาญมากแค่ไหนในช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้"

คำพูดเขา มันทำให้ผมตระหนักในตอนนั้นได้ทันทีว่า ถ้าผมยังมัวแต่จมปลักกับความผิดหวัง ทำหน้าบึ้งตึง ไม่ดึงสติกลับมาเล่นต่อในช่วงเวลาที่เหลืออยู่แบบนี้ ผมอาจจะทำลายทุกสิ่งอย่างที่เพื่อนผมในทีมทุ่มทำมา พังเลยก็ได้

และนั่น...คือจุดที่ทำให้ผมได้ฟื้นสติตัวเองกลับคืนมา และได้มีแรงฮึดกลับมาสู้ต่อ

ผมคิดถึงเกมนี้ในแง่ของความหมายที่มันส่งต่อไปถึงผู้คนเยอะแยะมากมาย

เกมนี้มันได้มอบความมุ่งมั่นให้ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่พยายามจะเอาชนะการแข่งขัน เพื่อนำมาเป็นของขวัญให้กับพวกเขาให้ได้

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกแย่กับพฤติกรรมอันน่าอับอายของพวกเยอรมันอยู่ดี

พวกเขาควรจะได้เหรียญรางวัลจากการพุ่งล้มพวกนั้นนะ

แต่ผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ยอมให้ไอ้เรื่องพวกนี้มาตัดสินผลแพ้-ชนะของทีมอย่างเด็ดขาด

ผมทุ่มเททุกสิ่งอย่างเท่าที่สรรพกำลังและสติปัญญาของผมจะพึงมี และก็มีความหวังอยู่ลึก ๆ กับการสร้างปาฏิหาริย์สักอย่างเพื่อพาทีมเป็นฝ่ายชนะให้ได้ ก่อนที่จะถึงช่วงดวลจุดโทษตัดสิน

แต่สุดท้ายมันก็ไม่เป็นไปตามที่ผมคาดหวัง

สภาพร่างกายและจิตใจของผม มันอ่อนล้าไปหมดเลยครับ ณ ตอนนั้น

แต่แฟนบอลในสนาม ก็ยังคงส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจ ผลักดันผม ด้วยการร้องเพลง There's only one Paul Gascoigne (พอล แกสคอยน์ มีเพียงหนึ่งเดียว)

มีช่วงหนึ่งที่ผมได้ยินเสียงจากแฟนบอลเรียกชื่อผมดังก้องไปทั่วสนาม

และผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะระเบิด

มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในชีวิตนี้เลยล่ะครับ

และผมเสียใจ ที่ผมไม่สามารถเอาชัยชนะกลับมาฝากพวกเขาได้

พวกเขารู้ว่าตอนนั้น ผมกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ และทุกคนก็ช่วยพยุงผมขึ้นมา

แฟนบอลในค่ำคืนวันนั้น สุดยอดมากครับ และผมไม่รู้จะขอบคุณพวกเขายังไงหมด มันถึงจะเพียงพอ

พอจบช่วงต่อเวลาพิเศษ และสกอร์ยังคงเสมอกัน ทีมเราได้ตัดสินใจกันว่า ผมจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มยิงจุดโทษ 5 คนแรก แต่ผมพร้อมที่จะก้าวขาออกไปยิงเป็นคนที่ 6 หากสกอร์ยังเท่ากันอยู่

แต่น่าเสียดายครับ ที่ผมไม่ได้มีโอกาสยิง เพราะ สจ๊วร์ต เพียร์ซ และ คริส ว้อดเดิ้ล ยิงพลาด!

แต่ยังไงก็ตาม ไม่มีเพื่อนคนไหนในทีมเลย ที่เข้าไปตำหนิพวกเขา สำหรับความพ่ายแพ้ที่เราได้รับกันในรอบรองชนะเลิศนัดนี้

และแปลกดีเหมือนกันที่ผมรู้สึกโล่งอก ที่มีคนพลาดถึง 2 คน

เพราะเวลานี้ แฟน ๆ จะได้ไม่โยนความผิดทั้งหมดไปลงที่ สจ๊วร์ต เพียงคนเดียว ซึ่งความจริงแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เขาทำผลงานได้อย่างมหัศจรรย์และน่าประทับใจเอามาก ๆ

การที่เราถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปแบบนั้น ทั้งที่เราสมควรเป็นฝ่ายชนะเยอรมัน มันเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงมาก

แต่ถึงอย่างนั้น เราก็มีเหตุผลมากพอในการที่จะรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราทำได้สำเร็จ

สำหรับผมแล้ว นี่คือประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อมาก

ผมได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากที่อิตาลี

และผมดีใจที่ได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกสายตาได้ประจักษ์เห็นแล้วว่า มีหลายคนที่มองผมผิดไป

ผมรู้มาเสมอ ว่าผมมีความสามารถดีพอที่จะเล่นฟุตบอลในระดับนี้เพื่อสู้กับทีมที่ดีที่สุดในโลกได้

และผมคิดว่าตอนนี้ คงไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีกแล้ว

แต่ผมต้องยกเครดิตให้กับเพื่อนในทีมของผมทุกคนด้วย

ทุกคนยอดเยี่ยมมาก แม้กระทั้ง นีล เว็บบ์ และ โทนี่ โดริโก้ ที่ไม่ได้ลงเล่นเลยสักเกม ก่อนแมตช์รอบรองชนะเลิศ

ผมหวังว่า ตัวผมเองจะได้มีส่วนช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีม ด้วยพฤติกรรมตลก ๆ ของผม

แต่นั่นแหละครับคือตัวผม ผมแค่ต้องการทำให้ทุกคนรอบตัวมีความสุข

ผมแค่เสียใจที่ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนยิ้มได้ตลอดเส้นทางที่เรามุ่งหน้าสู่กรุงโรม

แต่พวกเราทำดีที่สุดแล้ว

และผมก็ไม่คิดว่า ประเทศชาติจะผิดหวังในตัวพวกเราหรอกนะครับ

..

แฟน ๆ อังกฤษ 🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 ปีนั้นล่ะครับ ผิดหวังในตัวพวกเขากันหรือเปล่า? พิมพ์คอมเมนต์มาบอกกันได้นะคร้าบ

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 (14 กรกฎาคม 1990)
📸 ⚽ #ฟุตบอลโลก

09/06/2026

📰 ยิ่งใหญ่ ให้โลกประจักษ์และจารึก
🌍 #บอลโลกอมยิ้ม 🇷🇺 อาเริค ซาเลนโค่

“การกด 5 ประตูในนัดเดียว คือสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมากครับ”

“นี่แหละคือเสน่ห์ของฟุตบอลโลก เพราะคนทั้งโลกกำลังเฝ้าจับตาดูคุณอยู่ ถ้าคุณระเบิดฟอร์มทำในสิ่งที่มันชนิดเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้ คุณก็จะถูกจดจำไปอีกนานแสนนาน”

“ทุกวันนี้ยังคงมีแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลก เดินเข้ามาทักทายผม และชวนผมคุยเรื่องแมตช์นั้นอยู่เรื่อย ๆ เสมอเลยครับ”

28 มิถุนายน 1994 สนามสแตนฟอร์ด สเตเดี้ยม เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

วันนั้น เกมระหว่าง รัสเซีย กับ แคเมอรูน ได้มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของ…อาเริค ซาเลนโค่ กองหน้าหมายเลข 9 จากค่ายหมีขาว รัสเซีย ผู้ซึ่งก่อนหน้าที่ศึกยูเอสเอ’94 จะระเบิดเปิดฉากขึ้นนั้น เขาลงสนามรับใช้ชาติมาเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น!!

แต่ไฉน…เจ้าของสถิติฟุตบอลโลกที่ “ซัด 5 ประตูในเกมเดียว” ซึ่งสูงสุดตลอดกาลตราบจนปัจจุบัน จึงตกเป็นของดาวยิงวัย 24 ปี คนนี้ ที่หมอไม่ขอปรารถนาเรียกตนเองว่า “ซูเปอร์แมน” เพราะถ้าเป็นซูเปอร์แมน นั่นหมายถึง เขาได้กลายเป็นแชมป์โลกไปเรียบร้อยแล้ว…

ซาเลนโค่ทำให้ 5 ประตู จากปลายสตั๊ดบาทาขวาข้างเดียวของเขา ปรากฏโฉมออกมาเป็นภาพที่สวยสดงดงามเช่นนั้นได้อย่างไร ครั้งนี้ เจ้าตัวจะเล่าให้พวกเราฟังขอรับ



📼 ถาม : คุณเหมาคนเดียว 5 ประตูในหนึ่งนัดแบบนั้นได้ยังไงกันครับ?

⭐ ซาเลนโค่ : ผมคิดว่าส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะเราเจอแคเมอรูนด้วยครับ

พวกเขาคือทีมที่ดีมาก โดยเฉพาะตอนทำศึกฟุตบอลโลก 1990 ยุคนั้น แท็กติกจากแอฟริกา ยังมีความสะเปะสะปะ ไม่เป็นระบบระเบียบสักเท่าไหร่ พอพวกเขาเสียประตูแรก จิตใจของพวกเขาก็จะมุ่งโฟกัสไปที่การทวงประตูคืน จนรีบดันเกมบุกขึ้นมาพร้อมกันทีละคน ๆ จนเข้าขั้นเยอะ

และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่เราเจอแคเมอรูนปี 1994 พอเราขึ้นนำ 1-0 แคเมอรูนก็เริ่มเปิดเกมแลกกับเราทันที และมันก็ดันเข้าทางเราในการที่จะหาโอกาสสร้างสกอร์เพิ่ม

ผมยิงประตูแรกในนาทีที่ 15 และพอก่อนจบครึ่งแรก ผมก็ทำการซัดแฮตทริกไปได้แล้ว เรียบร้อย

แต่พอ โรเจอร์ มิลล่า ยิงตีไข่แตกให้แคเมอรูนได้ในช่วงต้นครึ่งหลัง พวกเขาก็เริ่มคิดกันแล้วว่า โอกาสในการลุ้นพลิกนรกกลับมาเป็นฝ่ายชนะ เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเขาเลยยิ่งโถมเกมบุกเข้าใส่แบบหนักกว่าเดิมเลยครับ

ยุทธวิธีการเล่นฟุตบอลแบบแอฟริกัน มักจะขับเคลื่อนด้วย "อารมณ์ความรู้สึก" เป็นหมายเลข 1 ในหัวใจ พวกเขาไม่ได้เน้นแท็กติกจ๋าเหมือนอย่างพวกอิตาลี ดังนั้น พอแคเมอรูนเปิดหน้าแลกและเดินหน้าบุกแหลกขึ้นอีกครั้ง พวกเราก็เลยจัดการลงโทษพวกเขาซะเข็ดหลาบเลยครับ

📼 ถาม : คุณผิดหวังมากแค่ไหนครับ ที่อุตส่าห์ระเบิดฟอร์มสุดยอดซัด 5 ประตู ได้ขนาดนั้น แต่ทีมกลับมีอันต้องตกรอบแรกไป?

⭐ ซาเลนโค่ : ปีนั้น พวกเราโชคร้ายสุดสุดครับ เพื่อนร่วมกลุ่มของเราที่มีทั้ง บราซิล (จบที่แชมป์โลก) และสวีเดน (จบอันดับ 3) เราแพ้ทั้ง 2 นัดเลยในการเจอกับพวกเขา (แพ้บราซิล 2-0 และแพ้สวีเดน 3-1)

แต่ผมเชื่อนะครับว่า ถ้าเราผ่านเข้าไปเล่นจนถึงรอบน็อกเอาต์ได้ล่ะก็…เราน่าจะไปได้สวยเลยทีเดียว เพราะนี่คือขุมกำลังชุดเดียวกับทีมสหภาพโซเวียตช่วงต้นยุค 90 ที่มีทั้งนักเตะจากรัสเซีย, ยูเครน และจอร์เจีย ผสมกัน ซึ่งมันเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ

📼 ถาม : คุณได้กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ครั้งนั้น ร่วมกับ ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ รางวัลนี้ มันทำให้คุณภูมิใจมากแค่ไหนครับ?

⭐ ซาเลนโค่ : แน่นอนครับ มันเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ที่ได้แชร์รางวัลรองเท้าทองคำร่วมกับยอดนักเตะแบบเขา

หลังจากจบทัวร์นาเมนต์ เราทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสเจอกันอีกหลายครั้ง ตอนนั้นเขาเล่นให้บาร์เซโลน่า ส่วนผมเล่นให้บาเลนเซีย เรามักจะหยิบยกเรื่องนี้มาแซวกันขำเสมอ ๆ เลยครับ สตอยช์คอฟน่ะ ชอบแซวผมว่า “นายควรขอบคุณฉันนะ ที่ฉันยิงเพิ่มอีกลูกไม่ได้”

ผมก็เลยสวนเขากลับไปว่า “นายนั่นแหละ ที่ต้องขอบคุณฉัน ที่ฉันไม่ได้ยิงแคเมอรูนเพิ่มอีกลูก” 🤭

📼 ถาม : มีคนเข้ามาทักหรือว่าพูดคุยกับคุณเรื่อง 5 ประตูที่คุณทำได้นี่ บ่อยแค่ไหนครับ?

⭐ ซาเลนโค่ : ทุกวันเลยครับ และนั่นคือความมหัศจรรย์ของศึกฟุตบอลโลก เพราะมันคือทัวร์นาเมนต์ที่ทุกสายตาจากทั่วโลกกำลังเฝ้ามองมาที่คุณ และถ้าคุณได้สร้างสิ่งอัศจรรย์เอาไว้ให้โลกได้เห็น คุณก็จะถูกจดจำและถูกพูดถึงไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ

ตอนนี้ ผมเดินทางไปทั่วทั้งยุโรปและอเมริกาบ่อยมาก และก็ยังมีแฟนบอลเข้ามาทักทายพูดคุยเรื่องนี้กับผมอยู่เสมอ

ตอนที่ผมยิง 5 ประตูนั้นได้ ใจจริงผมยังไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ ว่าตัวเองนั้น กำลังสร้างประวัติศาสตร์อะไรบางอย่างขึ้นมา เพราะในตอนนั้น คุณคือนักฟุตบอล และคุณกำลังลงเล่นอยู่

และคุณก็มักจะคิดเสมอ ๆ ว่า สิ่งดี ๆ ที่กำลังรอเราอยู่ข้างหน้า เดี๋ยวมันก็จะเข้ามาหาเราเอง

📼 ถาม : แต่หลังจากจบฟุตบอลโลกครั้งนั้น เส้นทางการค้าแข้งในทีมชาติของคุณ กลับจบลงไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่นัก มันเพราะอะไรครับ?

⭐ ซาเลนโค่ : อาเริก รามานเซฟ กุนซือทีมชาติคนใหม่ในตอนนั้น เขาไม่ค่อยชอบอกชอบใจผมมากนัก ที่ผมดันมีชื่อเสียงและบารมีดังเกินหน้าเกินตารัศมีของเขา

เขาเลือกที่จะใช้งานนักเตะที่เขาคุ้นเคยมากกว่า และค่อย ๆ ดรอปผมไปอยู่ม้านั่งสำรอง จนกระทั่ง บาริส อิกนาเตียฟ เข้ามารับไม้ต่อในปี 1996 ช่วงนั้นล่ะ ผมเลยเริ่มประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน ซึ่งมันมาจังหวะได้พอดีมาก ๆ ครับ



ถ้าเราเป็นซาเลนโค่ แล้วทำสถิติได้ถึงขนาดนี้ เป็นเรา ๆ ก็ภูมิใจครับ เพราะอย่างที่หมอว่า…ขนาดตำนานอย่าง เปเล่, แกร์ด มึลเลอร์ หรือ เปาโล รอสซี่ ยังทำสถิติยิงถึงขนาดนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 (มิถุนายน 2014)
📸 #ฟุตบอลโลก

08/06/2026

📰 ดาวรุ่ง 20 ร่าง ที่ครองแชมป์โลก!
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

เป็นกำลังใจให้ คริสเตียน อีริคเซ่น ของเดนมาร์ก 🇩🇰 มาก ๆ ครับ ขอให้ตัวเขาและครอบครัว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่เจอเรื่องร้าย ๆ หรือเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก รวมถึง แฟนบอล และนักฟุตบอลทุก ๆ คนที่จะสวมสตั๊ดลงทำศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้ด้วยครับ

..

เมื่อวาน เราได้เห็น ขาเก๋า 20 นาย ที่เป็นผู้ชนะแชมป์โลกกันไปแล้ว ใช่มั้ยครับ?

วันนี้ เราจะมาดู ดาวรุ่งวัยรุ่น 20 ชีวิต ที่เป็นผู้ชูถ้วยแชมป์โลกกัน ว่ามีใครบ้าง? ผมรวบรวมมาเป็นกำนัลแด่แฟน ๆ เรียบร้อยคร้าบ

..

1. เปเล่ (บราซิล)
🇧🇷 17 ปี 249 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "สวีเดน 1958"
- ลงสนาม 4 นัด / ยิง 6 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 5-2 สวีเดน

2. โรนัลโด้ (บราซิล)
🇧🇷 17 ปี 298 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "ยูเอสเอ 1994"
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : บราซิล 0-0 อิตาลี (ชนะจุดโทษ 3-2)

3. จูเซ็ปเป้ แบร์โกมี่ (อิตาลี)
🇮🇹 18 ปี 174 วัน

- ตำแหน่ง : ฟูลแบ็ค
- แชมป์โลก "สเปน 1982"
- ลงสนาม 3 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : อิตาลี 3-1 เยอรมันตะวันตก

4. คูตินโญ่ (บราซิล)
🇧🇷 19 ปี 6 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "ชิลี 1962"
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : บราซิล 3-1 เชโกสโลวาเกีย

5. มาร์โก้ อันโตนิโอ (บราซิล)
🇧🇷 19 ปี 135 วัน

- ตำแหน่ง : ฟูลแบ็ค
- แชมป์โลก "เม็กซิโก 1970"
- ลงสนาม 2 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 4-1 อิตาลี

6. คีลียาน เอ็มบั๊บเป้ (ฝรั่งเศส)
🇫🇷 19 ปี 207 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก & กองหน้า
- แชมป์โลก "รัสเซีย 2018"
- ลงสนาม 7 นัด / ยิง 4 ประตู
- นัดชิงฯ : ฝรั่งเศส 4-2 โครเอเชีย

7. มาโซล่า (บราซิล)
🇧🇷 19 ปี 309 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "สวีเดน 1958"
- ลงสนาม 3 นัด / ยิง 2 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 5-2 สวีเดน

8. รูเบน โมรัน (อุรุกวัย)
🇺🇾 19 ปี 344 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก
- แชมป์โลก "บราซิล 1950"
- ลงสนาม 1 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : อุรุกวัย 2-1 บราซิล

9. เฟลีเช โบเรล (อิตาลี)
🇮🇹 20 ปี 66 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "อิตาลี 1934"
- ลงสนาม 1 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : อิตาลี 2-1 เชโกสโลวาเกีย (ต่อเวลาพิเศษ)

10. กาก้า (บราซิล)
🇧🇷 20 ปี 69 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก
- แชมป์โลก "เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น 2002"
- ลงสนาม 1 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : เยอรมัน 0-2 บราซิล

11. มัทธีอัส กินเทอร์ (เยอรมัน)
🇩🇪 20 ปี 175 วัน

- ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ค
- แชมป์โลก "บราซิล 2014"
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : เยอรมัน 1-0 อาร์เจนติน่า (ต่อเวลาพิเศษ)

12. ลุยส์ อิสลัส (อาร์เจนติน่า)
🇦🇷 20 ปี 189 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "เม็กซิโก 1986"
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : อาร์เจนติน่า 3-2 เยอรมันตะวันตก

13. โคลโดอัลโด้ (บราซิล)
🇧🇷 20 ปี 268 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์
- แชมป์โลก "เม็กซิโก 1970"
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 1 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 4-1 อิตาลี

14. ดาวิด เทรเซเกต์ (ฝรั่งเศส)
🇫🇷 20 ปี 270 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "ฝรั่งเศส 1998"
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 1 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 0-3 ฝรั่งเศส

15. ยูลิอัน ดรักซ์เลอร์ (เยอรมัน)
🇩🇪 20 ปี 296 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์
- แชมป์โลก "บราซิล 2014"
- ลงสนาม 1 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : เยอรมัน 1-0 อาร์เจนติน่า (ต่อเวลาพิเศษ)

16. เอดู (บราซิล)
🇧🇷 20 ปี 319 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก
- แชมป์โลก "เม็กซิโก 1970"
- ลงสนาม 1 นัด / 0 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 4-1 อิตาลี

17. ตีแยรี่ อองรี (ฝรั่งเศส)
🇫🇷 20 ปี 329 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก & กองหน้า
- แชมป์โลก "ฝรั่งเศส 1998"
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 3 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 0-3 ฝรั่งเศส

18. อูลี่ บีซิงเงอร์ (เยอรมันตะวันตก)
🇩🇪 20 ปี 332 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "สวิตเซอร์แลนด์ 1954"
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : เยอรมันตะวันตก 3-2 ฮังการี

19. เลเอา (บราซิล)
🇧🇷 20 ปี 345 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "เม็กซิโก 1970"
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : บราซิล 4-1 อิตาลี

20. เปาโล เซซาร์ กาฌู (บราซิล)
🇧🇷 21 ปี 5 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก & ปีก
- แชมป์โลก "เม็กซิโก 1970"
- ลงสนาม 4 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 4-1 อิตาลี

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 📸 #ฟุตบอลโลก

07/06/2026

📰 ขาเก๋า 20 นาย ผู้ชนะแชมป์โลก!
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

ลุง ย.โย่ง เอกชัย นพจินดา เคยพูดเอาไว้ในหน้าคำนำนิตยสารเฉพาะกิจ "ฟุตบอลโลก" 1986 ฉบับที่ 11 ว่า...

"ฟุตบอลโลกคือประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่แห่งเกมฟาดแข้งที่จะได้รับการกล่าวขานไม่รู้จบสิ้น"

"หากยิ่งท่าน "รู้" ในฟุตบอลโลกมากเท่าใด ท่านก็ยิ่งให้ความสำคัญกับตัวเองมากเท่านั้น เพื่อเป็น "ผู้รู้"

"ผู้รู้" ในฟุตบอลโลก ประสบความสำเร็จในชีวิตให้เป็นตัวอย่างก็มีแล้ว...และสักวัน ท่านอาจจะเป็นเช่นนั้น หากไม่ทิ้งฟุตบอลโลก"

..

ฟุตบอลโลกทั้งหมด 22 ครั้ง ที่ผ่านมา ตามการบันทึกของฟีฟ่า มีนักเตะอายุมากที่สุด ซึ่งผมเรียกพวกเขาวัยนี้ว่า "ขาเก๋า" เพียง 20 คนเท่านั้น! ในประวัติศาสตร์ ที่เป็นผู้ชนะตำแหน่ง "แชมป์โลก"

มีใครกันบ้าง ผมได้ไล่เรียงมาให้แฟน ๆ ได้นำไปบันทึกเก็บไว้ใน "คัมภีร์ฟุตบอล" ของทุกคนแล้วคร้าบ 📖

..

1. ดิโน่ ซอฟฟ์ (อิตาลี)
🇮🇹 40 ปี 133 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "สเปน 1982"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 4
- ลงสนาม 7 นัด / เสีย 6 ประตู
- นัดชิงฯ : อิตาลี 3-1 เยอรมันตะวันตก

2. นิวตง ซังตุส (บราซิล)
🇧🇷 37 ปี 32 วัน

- ตำแหน่ง : ฟูลแบ็ก
- แชมป์โลก "ชิลี 1962"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 4
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 3-1 เชโกสโลวาเกีย

3. อันเจโล เปรุซซี่ (อิตาลี)
🇮🇹 36 ปี 143 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "เยอรมนี 2006"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : อิตาลี 1-1 ฝรั่งเศส (ชนะจุดโทษ 5-3)

4. ฟรังโก้ อาร์มานี่ (อาร์เจนติน่า)
🇦🇷 36 ปี 63 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "กาตาร์ 2022"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 2
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : อาร์เจนติน่า 3-3 ฝรั่งเศส (ชนะจุดโทษ 4-2)

5. มิโรสลาฟ โคลเซ่อ (เยอรมัน)
🇩🇪 36 ปี 34 วัน

- ตำแหน่ง : หน้าเป้า
- แชมป์โลก "บราซิล 2014"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 4
- ลงสนาม 5 นัด / ยิง 2 ประตู
- นัดชิงฯ : เยอรมัน 1-0 อาร์เจนติน่า (ต่อเวลาพิเศษ)

6. ฌิวมาร์ ฮีเนาจี (บราซิล)
🇧🇷 35 ปี 185 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "ยูเอสเอ 1994"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : บราซิล 0-0 อิตาลี (ชนะจุดโทษ 3-2)

7. ลีโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนติน่า)
🇦🇷 35 ปี 177 วัน

- ตำแหน่ง : กองหน้า
- แชมป์โลก "กาตาร์ 2022"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 5
- ลงสนาม 7 นัด / ยิง 7 ประตู
- นัดชิงฯ : อาร์เจนติน่า 3-3 ฝรั่งเศส (ชนะจุดโทษ 4-2)

8. โทนี่ ทือเร็ค (เยอรมันตะวันตก)
🇩🇪 35 ปี 167 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "สวิตเซอร์แลนด์ 1954"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 5 นัด / เสีย 6 ประตู
- นัดชิงฯ : เยอรมันตะวันตก 3-2 ฮังการี

9. แบร์นาร์ ลามา (ฝรั่งเศส)
🇫🇷 35 ปี 96 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "ฝรั่งเศส 1998"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : บราซิล 0-3 ฝรั่งเศส

10. นิโกลัส โอตาเมนดี้ (อาร์เจนติน่า)
🇦🇷 34 ปี 309 วัน

- ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ค
- แชมป์โลก "กาตาร์ 2022"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 3
- ลงสนาม 7 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : อาร์เจนติน่า 3-3 ฝรั่งเศส (ชนะจุดโทษ 4-2)

11. อังเฆล ดิ มารีอา (อาร์เจนติน่า)
🇦🇷 34 ปี 307 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก
- แชมป์โลก "กาตาร์ 2022"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 4
- ลงสนาม 5 นัด / ยิง 1 ประตู
- นัดชิงฯ : อาร์เจนติน่า 3-3 ฝรั่งเศส (ชนะจุดโทษ 4-2)

12. อาเลฆันโดร โกเมซ (อาร์เจนติน่า)
🇦🇷 34 ปี 306 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก
- แชมป์โลก "กาตาร์ 2022"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 2 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : อาร์เจนติน่า 3-3 ฝรั่งเศส (ชนะจุดโทษ 4-2)

13. กัชจีญู (บราซิล)
🇧🇷 34 ปี 202 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "ชิลี 1962"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 4
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : บราซิล 3-1 เชโกสโลวาเกีย

14. เพาล์ เมบุส (เยอรมันตะวันตก)
🇩🇪 34 ปี 25 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์
- แชมป์โลก "สวิตเซอร์แลนด์ 1954"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 1 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : เยอรมันตะวันตก 3-2 ฮังการี

15. โรมัน ไวเดนเฟลเลอร์ (เยอรมัน)
🇩🇪 33 ปี 341 วัน

- ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู
- แชมป์โลก "บราซิล 2014"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : เยอรมัน 1-0 อาร์เจนติน่า (ต่อเวลาพิเศษ)

16. จีจี (บราซิล)
🇧🇷 33 ปี 252 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์
- แชมป์โลก "ชิลี 1962"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 3
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 3-1 เชโกสโลวาเกีย

17. ฟริตซ์ วัลเทอร์ (เยอรมันตะวันตก)
🇩🇪 33 ปี 246 วัน

- ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก
- แชมป์โลก "สวิตเซอร์แลนด์ 1954"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 3 ประตู
- นัดชิงฯ : เยอรมันตะวันตก 3-2 ฮังการี

18. เพาล์ ชไตเนอร์ (เยอรมันตะวันตก)
🇩🇪 33 ปี 166 วัน

- ตำแหน่ง : เซ็นเตอร์แบ็ก
- แชมป์โลก "อิตาเลีย 1990"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งแรก!
- ลงสนาม 0 นัด
- นัดชิงฯ : เยอรมันตะวันตก 1-0 อาร์เจนติน่า

19. ฟรังโก้ เกาซิโอ (อิตาลี)
🇮🇹 33 ปี 160 วัน

- ตำแหน่ง : ปีก
- แชมป์โลก "สเปน 1982"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 3
- ลงสนาม 2 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : อิตาลี 3-1 เยอรมันตะวันตก

20. ฌัวมา ซังตุส (บราซิล)
🇧🇷 33 ปี 110 วัน

- ตำแหน่ง : ฟูลแบ็ก
- แชมป์โลก "ชิลี 1962"
- ฟุตบอลโลก...ครั้งที่ 3
- ลงสนาม 6 นัด / ยิง 0 ประตู
- นัดชิงฯ : บราซิล 3-1 เชโกสโลวาเกีย

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 📸 #ฟุตบอลโลก

06/06/2026

📰 4 ตุง พิชิตเดนมาร์ก ยังไม่ดีที่สุด!!!
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม #เอมีลีโอ บูตราเกโญ่

นับตั้งแต่ปี 1986 มาจนถึง ณ ปัจจุบัน ก็เป็นเวลา 4 ทศวรรษเข้าให้แล้ว

เอมีลีโอ บูตราเกโญ่ ยังคงเป็นนักฟุตบอลจากทีมชาติสเปนเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่กระทุ้งประตูได้ถึง 4 ประตู ภายในนัดเดียว

วันนั้น 18 มิถุนายน พญาแร้งตนนี้ยังคงจดจำทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในเกมนั้นได้ดีมาตลอดจนถึงวินาทีที่เจ้าตัวกำลังจะเล่าเรื่องราวมหัศจรรย์ทั้งหมดต่อไปนี้ ระหว่างตัวเขา สเปน และ เม็กซิโก'86

"เดนิชไดนาไมต์" ของ เซ็ปป์ พิออนเทค ทีมที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องเกมและการเล่นที่สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ มีอันเป็นไป ต้องพ่ายแก่พลพรรคขุนศึก "กระทิงดุ" ของ มิเกล มูโญส ถึง 1-5

และนัดนี้นี่แหละ ที่บูตราเกโญ่ กระแทกใส่กองทัพโคนมไปถึง 4 เม็ด

"แต่ถ้าเลือกได้ ผมน่าจะยิงใส่เดนมาร์กแค่ 3 ลูก แล้วเก็บอีกลูกไว้ซัดเบลเยียมดีกว่า"

..

📼 ถาม : ช่วยเล่าบรรยากาศตอนนั้นให้ฟังหน่อยครับ ว่ามันเป็นยังไงบ้าง กับการที่คุณยิงเหมาคนเดียวตั้ง 4 ประตู ในเกมอย่างศึกฟุตบอลโลกได้แบบนั้น???

🇪🇸 บูตราเกโญ่ : การพังประตูได้เยอะขนาดนั้นในเกมเดียว นั่นมันก็พิเศษมาก ๆ แล้วนะครับ แต่การทำได้ในเกมที่เจอกับทีมที่แกร่งสุดสุดอย่างเดนมาร์กนี่แหละฮะ ซึ่งตอนนั้นพวกเขากำลังฟอร์มร้อนแรงมาก และถูกยกให้เป็นเต็งที่จะปราบพวกเราได้ มันเลยยิ่งทำให้เกมนั้น กลายเป็นเกมที่พิเศษมากขึ้นไปอีกเท่า

หลังจบเกมวันนั้น ผมไปเจอกับคุณพ่อที่โรงแรม เราสองคนพ่อ-ลูก ยังไม่อยากจะเชื่อกับตาตัวเองเลยว่า ตัวผมเองจะดวงดีอะไรขนาดนี้

รีแอคชั่นแรกของพวกเราเลยก็คือ "ว้าว!" เพราะโดยปกติแล้ว มันแทบจะเป็นไปได้ยากมาก ในการที่คุณจะกดซัดคนเดียวได้ถึง 4 ตุงภายในแมตช์เดียว โดยเฉพาะในเกมระดับบิ๊กแมตช์ของฟุตบอลโลกที่มีความหมายมาก ๆ ขนาด

📼 ถาม : จะเรียกว่าเป็น "แมตช์แห่งชีวิตคุณ" ได้เลยหรือเปล่าครับ?

🇪🇸 บูตราเกโญ่ : ถ้าพูดกันตามตรง หากเราลองมานั่งย้อนวิเคราะห์ดูดี ๆ นัดนั้นไม่ใช่หนึ่งในเกมที่ผมเล่นได้ดีที่สุดหรอกครับ เพียงแต่ว่า วันนั้น ทุกอย่างมันเป็นใจให้ผมไปหมดเท่านั้นเอง

ถ้าคุณย้อนกลับไปดู 2 ประตูแรก จะเห็นภาพชัดเลยว่า ลูกแรก ฝั่งคู่แข่งจ่ายคืนหลังพลาดมาให้ผม ส่วนลูกที่สอง มาจากลูกเตะมุม แล้วผมก็โขกเข้าไป

คุณลองคิดดูสิ คนอย่างผมเนี่ยนะ จะพังประตูด้วยลูกโหม่ง? ในตอนนั้น ชีวิตผมแทบไม่เคยทำประตูได้ด้วยลูกโหม่งเลยด้วยซ้ำ

จริง ๆ พอเริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เดนมาร์กแก้เกมมาดีมาก และก็มีโอกาสทองที่จะขึ้นนำเราได้ 2-3 ครั้ง ตอนนั้น สกอร์เสมอกันอยู่ 1-1 ครับ แล้วเราก็มาได้ประตูปลดล็อก จากนั้นพวกเขาก็บุกโหมกระหน่ำใส่เราหนักขึ้น ๆ แต่การเปิดเกมบุกแบบนั้น มันก็ทำให้เราได้เห็นช่องว่างในพื้นที่ฝั่งเขาด้วยเหมือนกัน และเราก็อาศัยจังหวะพวกนั้นล่ะ ใช้ทีเด็ดโต้กลับฉับพลันเล่นงานพวกเขาครับ

📼 ถาม : ด่านต่อไปของสเปน คือการเจอกับ เบลเยียม ตอนนั้น คุณมั่นใจมั้นครับ ว่าน่าจะผ่านด่านนี้ไปได้?

🇪🇸 บูตราเกโญ่ : เบลเยียมชุดนั้นเป็นทีมที่สุดยอดมากครับ พวกเขามีสตาร์ดังอย่าง ยัน เซอเลอมังส์ (กัปตันทีม) และ เอ็นโซ่ ชิโฟ่ อยู่ในทีม แต่เกมวันนั้นมันต่างจากที่เราเคยเล่นมาเยอะมาก เกมมันทั้งอึดอัดและต่างคนต่างก็ไม่มีใครกล้าเปิดแลกใส่กัน

ถ้าดูจากรูปเกม ผมมองว่าเราสมควรเป็นฝ่ายชนะด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเกมมันก็ลากยาวไปจนถึงช่วงดวลจุดโทษ ซึ่ง...พอมาถึงฎีกาตรงนั้น มันก็เหมือนกับการเสี่ยงหัวก้อยแล้ว และวันนั้นเหรียญมันก็ออกทางฝั่งเรา

📼 ถาม : ความรู้สึกตอนนั้น มันเป็นยังไงบ้าง?

🇪🇸 บูตราเกโญ่ : ผมรู้สึกว่า เหมือนเราปล่อยให้โอกาสครั้งประวัติศาสตร์มันหลุดออกจากมือเราไปครับ โอกาสทองอยู่ในมือเราแล้วแท้ ๆ และมันก็ทำให้คุณคิดวนเวียนไปมาอยู่ตลอดว่า ชีวิตนี้ เราจะได้เจอโอกาสแบบนี้อีกบ้างมั้ย?

ถ้าวันนั้น ผมยิงใส่เดนมาร์กแค่ 3 ลูก แล้วเก็บอีกลูกไว้ซัดเบลเยียม มันคงจะเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ แต่แน่นอนล่ะครับ โลกฟุตบอลมันไม่ได้ทำงานแบบนั้นเสมอไปหรอก หลังจบแมตช์ฉะกับเบลเยียม ผมรู้สึกได้ทันทีเลยว่า เราอาจไม่มีทางที่จะกลับมาคว้าโอกาสที่สวยงามแบบนี้ได้อีกแล้วทั้งชีวิตนี้

📼 ถาม : แบบนี้ ก็หมายความว่า ความทรงจำที่คุณกด 4 ตุงใส่เดนมาร์ก มันก็ยังคงมีบาดแผลและคราบน้ำตาแห่งความผิดหวังที่ซ่อนอยู่ในใจคุณด้วย ถูกมั้ยครับ?

🇪🇸 บูตราเกโญ่ : เปล่าครับ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมกลับรู้สึกเป็นเกียรติมากกว่า ที่ได้เป็นตัวแทนทีมชาติสเปนไปเล่นศึกฟุตบอลโลกถึง 2 สมัย (เม็กซิโก'86 และ อิตาเลีย'90) และก็รู้สึกภูมิใจที่ทุกวันนี้ ผมยังเป็นนักเตะสเปนเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทำ แฮตทริก+1 ได้ในเกมฟุตบอลโลกนัดเดียว ผมทั้งภูมิใจและก็มีความสุขมาก ๆ ครับ

มีบ่อยครั้งมาก ที่แฟน ๆ ชอบเข้ามาถามผมว่า "คุณไม่เบื่อบ้างเหรอ เวลาที่มีคนพูดกับคุณ แล้วเขาก็เอาจะพูดถึงแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว?"

ถามจริงเถอะครับ ใครมันจะไปเบื่อได้ล่ะ เวลาที่มีคนมาชวนเราคุยถึงความทรงจำที่สวยงามและเป็นโมเมนต์สุดยอดของชีวิตเราน่ะครับ

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 (พฤษภาคม 2010)
📸

02/06/2026

ขอให้ 'คิงเคฟ' และ 'คิงเคนนี่' เอาชนะ "โรคมะเร็ง" ที่ทั้งคู่กำลังเผชิญกับมันอยู่ตอนนี้ให้ได้นะครับ เป็นกำลังใจให้มาก ๆ ครับผม 🙏❤ #ลิเวอร์พูล 📠 #ปรากลิเบอโร่ 📸

02/06/2026

📰 อิตาลี vs บราซิล ยอดแมตช์แห่งทศวรรษ
🌍 #บอลโลกอมยิ้ม

ฟุตบอลโลก...สำหรับแฟน ๆ แล้ว แมตช์ไหนคือที่สุดในชีวิตการดูฟุตบอลของทุกคนกันครับ???

เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก 1966 ก็มีโมเมนต์แบบนี้เหมือนเราท่านด้วยเหมือนกัน

ศึกมุนเดียล'82 บนแผ่นดินบาร์เซโลน่า นัดที่...เปาโล รอสซี่ วีรบุรุษผู้ยิงแฮตทริกให้อิตาลีเฉือนเอาชนะบราซิลไปได้ 3-2 คือเกมที่เซอร์ บ๊อบบี้ ถึงขั้นยกให้เป็น "ยอดแมตช์ที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวผมเคยเห็นมาในรอบ 10 ปี" 🇮🇹 🇧🇷

และยิ่งวันนั้น 5 กรกฎาคม เมื่อ 44 ปีที่แล้ว เซอร์ บ๊อบบี้ ได้เข้าไปร่วมเป็นสักขีพยานที่สังเวียนหญ้า ซาร์ริอา ท่ามกลางผู้คน 44,000 คนด้วยแล้ว เกมนี้จึงกลายเป็นเกมที่ทรงคุณค่าในชีวิตของท่านมายิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกโดยปริยาย

"มันเป็นเกมที่ตื่นเต้นเร้าใจมากครับ คุณภาพและมาตรฐานในการสังหารประตูเกมนั้นแต่ละลูก มันสุดยอดมากจริง ๆ"

"แม้พื้นที่ในสนามจะเป็นขนาดเล็กที่บรรจุแฟนบอลได้แค่ราว ๆ 35-40,000 คน แต่มันกลับเป็นหนึ่งในเกมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมาทั้งชีวิตนี้เลยครับ"

"โดยเฉพาะลูกยิงของบราซิลทั้ง 2 ประตู ยิ่งลูกที่สอง...คุณรู้ใช่มั้ย? คือผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย มันเป็นอะไรที่งดงาม ตราตรึงใจ และก็น่าดูน่าชื่นชมเอามาก ๆ"

พิธีกรที่สัมภาษณ์ เซอร์ บ๊อบบี้ ผ่านรายการทีวี วันนั้น ก็พูดเสริมต่อขึ้นมาว่า "ผมคิดว่า เกมนั้นบราซิลลงเล่นด้วยความประมาทเกินเหตุไปหน่อยนะครับ ผมรู้สึกว่า พวกเขาทุกคนต่างมั่นใจกันมาก ว่าพวกเขาคือทีมที่เก่งที่สุด และอาจจะมองข้ามหรือประเมินอิตาลีต่ำเกินไปนิดนึงครับ"

เซอร์ บ๊อบบี้ พยักหน้าเห็นด้วย "ก็นั่นแหละครับ คือวิธีการเล่นของพวกบราซิล"

"เวลาพวกเขาลงสนาม พวกเขาจะพกความโอหังในฝีเท้าติดตัวมาด้วยทุกครั้ง เดินส่ายตัวไปมาอาด ๆ เบ่งความเหนือชั้นของตัวเองให้คู่แข่งได้ประจักษ์ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถคอนโทรลลูกฟุตบอลได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่มีพลาด จนทำให้คู่แข่งคนอื่น ๆ เหมือนรู้สึกตัวเองต่ำต้อยไปเลย เมื่อเทียบกัน"

"แต่ฝั่งอิตาลีนี่สิ พวกเขาปักหลักสู้อย่างไม่ท้อถอยเลยจริง ๆ และแมตช์นี้ มันเป็นประเภทที่ว่า...ถ้าใครพลาดแม้แต่นิดเดียว หรือหลุดโฟกัสจนเกิดความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาบนผืนหญ้าแล้วล่ะก็...ฝั่งนั้น จะเป็นฝั่งที่โดนคู่แข่งลงทัณฑ์ทันที"

"และจังหวะที่อิตาลีได้ประตูที่ 2 หลังจากที่บราซิลเพิ่งตามมาตีเสมอได้ ผมว่า การที่ เซเรโซ่ พยายามจะจ่ายบอลขวางสนาม นั่นคือหายนะชัด ๆ เลยนะครับ"

"เปาโล รอสซี่ ฉกบอลไปได้แล้วก็ ปั้ง! อิตาลีขึ้นนำเป็น 2-1 บราซิลเริ่มตกที่นั่งลำบากแล้ว คราวนี้"

"อืม...หลังจากนั้น พวกเขาก็กลับมาตีเสมอได้อีกครั้ง แต่มันมี "ข้อเสียที่น่ารัก" ที่ผมเห็นอย่างหนึ่งในฝั่งของบราซิลด้วย นั่นคือ พวกเขารักในการเล่นฟุตบอล พวกเขารักในเปิดเกมบุกใส่คู่ต่อสู้แบบไม่ยั้ง พวกเขารักในการโชว์ทักษะความสามารถเฉพาะตัวของตัวเอง และก็รักในการแสดงให้คนดูได้เห็นว่า พวกเขาคอนโทรลบอลได้ยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แล้วพวกเขาก็เพลิดเพลินกับมันจนลืมตัวไปเลย"

"ตอนที่สกอร์เสมอกัน 2-2 พวกเขาเองคงคิดไม่ถึงหรอกว่า อิตาลีจะมีแรงฮึดกลับมาโต้กลับใส่พวกเขาได้อีกครั้ง ฝั่งบราซิลเอาแต่โหมบุกกระหน่ำใส่จนมันมีพื้นที่เปิดให้ฝั่งอิตาลีเห็นจังหวะในการโต้กลับ จนนำมาสู่ประตูที่ 3 ซึ่งพอพวกเขาโดนลูกนั้นไป ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม คราวนี้ อิตาลีก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาผ่านกำแพงแนวรับเข้ามาบุกใส่ได้อีกแล้ว"

"แต่จะว่าไป เกมนี้มันเป็นเกมที่ตื่นเต้นจนน่าเหลือเชื่อจริง ๆ ครับ ยิ่งวันนั้นผมไปดูในสนาม เห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเองด้วยแล้ว มันยิ่งไม่อยากจะเชื่อ!"

"จังหวะที่ ออสการ์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของบราซิล เติมเกมขึ้นมาโขกลูกนั้น มันก็กลายประเด็นที่มาถกเถียงต่อกันอีกว่า ลูกนั้น บอลมันข้ามเส้นไปแล้วหรือยัง คือเกมในตอนนั้น มันลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้ายจริง ๆ และมันก็แมตช์ฟุตบอลที่เยี่ยมสุดสุดไปเลย"

..

ลูกโหม่งของออสการ์ลูกนั้น ที่โขกเต็มแรง แล้ว ดีโน่ ซอฟฟ์ พุ่งเซฟและตะครุบลูกบอลเอาไว้ใต้ลำตัวของเขาบนเส้นประตูพอดีนั้น คนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม้พ้น ผู้ตัดสินชาวอิสราเอลในเกมวันนั้น...อาบราฮัม คลายนี

"ผู้ช่วยผู้ตัดสินของผมยืนอยู่ในแนวเดียวกับเส้นประตูพอดี และแน่นอนว่า ผมเชื่อใจในตัวเขา แต่ตอนนั้น มันมีผู้เล่นยืนบังอยู่เต็มไปหมด ระหว่างออสการ์กับซอฟฟ์ ทำให้ภาพที่เราเห็น มันเลยเป็นมุมที่ไม่ชัดเจนมากนัก"

แต่หลายปีต่อมา ที่กรุงโรม เมื่อ คลายนี กับ ซอฟฟ์ ได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง นายทวารกัปตันแชมป์โลก ก็ยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า "บอลมันไม่ได้ข้ามเส้นเข้าประตูไปจริง ๆ นะครับ"

"แน่นอน ดีโน่ มันยังไม่ข้ามเข้าไปหรอก"

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📸 #ฟุตบอลโลก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ภาษีเจริญ
Bangkok
10160