Splendid consultant

Splendid consultant

แชร์

Splendid Consultant is a leader in ISO consulting and training management system.

28/08/2026

เราเคยเห็นองค์กรที่ตั้งทีมความยั่งยืนขึ้นมาทำงานหนัก แต่ไปไม่ถึงไหน เพราะผู้บริหารระดับสูงมองว่าเป็นเรื่องของทีมนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกกรณีมีจุดร่วมเดียวกันคือ ผู้นำเอาจริง ไม่ใช่แค่อนุมัติงบแล้วปล่อยให้ทีมเล็กๆ รับผิดชอบ แต่ลงมาให้ทิศทาง ตั้งคำถาม และแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญต่อองค์กรจริง
เหตุผลคือ ESG เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญที่ต้องอาศัยอำนาจระดับบน เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การตั้งเป้าหมายระยะยาว และการปรับลำดับความสำคัญของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ทีมปฏิบัติการตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องมาจากผู้นำ
เมื่อผู้นำให้ความสำคัญ สัญญาณนั้นจะส่งผ่านทั้งองค์กร พนักงานรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นทิศทางจริงที่องค์กรเดินไป ความร่วมมือจากทุกฝ่ายก็จะตามมา ตรงข้ามกับเวลาที่ผู้นำเงียบ ทุกอย่างก็จะนิ่งตาม
การที่ผู้นำเอาจริงไม่ได้แปลว่าต้องลงรายละเอียดทุกเรื่อง แต่คือการกำหนดทิศทางที่ชัด ตั้งคำถามที่ถูกในที่ประชุม และให้ความยั่งยืนมีที่นั่งบนโต๊ะการตัดสินใจสำคัญ ไม่ใช่เป็นวาระท้ายสุดที่มักถูกข้ามเมื่อเวลาไม่พอ
ในมุมที่ปรึกษา เราพบว่าโครงการความยั่งยืนที่มีผู้บริหารระดับสูงเป็นเจ้าภาพจริง มักเดินเร็วและยั่งยืนกว่ามาก เพราะมีทั้งทรัพยากร อำนาจตัดสินใจ และความต่อเนื่อง ส่วนโครงการที่ขาดการสนับสนุนจากบนสุด มักสะดุดเมื่อเจออุปสรรคแรก
สิ่งที่อยากฝากคือ ความยั่งยืนไม่ใช่งานที่มอบหมายแล้วลืมได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องนำจากข้างบน องค์กรที่ผู้นำเข้าใจและลงมือ จะเปลี่ยนความยั่งยืนจากภาระที่ต้องทำตาม ให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่สร้างคุณค่าและความได้เปรียบจริง
#ผู้นำกับความยั่งยืน

27/08/2026

ผู้ส่งออกหลายรายเริ่มได้ยินคำเตือนว่า สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงอาจถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเมื่อเข้าสู่บางตลาด และนั่นกำลังกลายเป็นเรื่องจริงที่ใกล้ตัวขึ้นทุกวัน
มาตรการคาร์บอนข้ามพรมแดนคือแนวทางที่บางประเทศและภูมิภาคนำมาใช้ เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง โดยมีเป้าหมายให้สินค้านำเข้าแบกรับต้นทุนด้านคาร์บอนใกล้เคียงกับสินค้าที่ผลิตในประเทศนั้น
สำหรับผู้ส่งออกไทย นี่หมายความว่าความสามารถในการแข่งขันจะไม่ได้ขึ้นกับราคาและคุณภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้าด้วย สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าจะได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งแรกที่องค์กรต้องทำคือ รู้ให้ได้ว่าสินค้าของตัวเองปล่อยคาร์บอนเท่าไรตลอดกระบวนการผลิต เพราะถ้าวัดไม่ได้ ก็รายงานไม่ได้และลดไม่ได้ ข้อมูลนี้คือพื้นฐานที่ทุกอย่างต่อยอดจากตรงนี้ และมักเป็นจุดที่หลายองค์กรยังไม่พร้อม
เมื่อรู้ตัวเลขแล้ว ขั้นต่อไปคือการหาทางลดการปล่อยในจุดที่ทำได้ เช่น การปรับกระบวนการผลิต การใช้พลังงานสะอาด และการเลือกวัตถุดิบที่คาร์บอนต่ำ การลดได้จริงไม่เพียงช่วยเรื่องค่าธรรมเนียม แต่ยังเป็นจุดขายในตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้ผู้ส่งออกอย่ารอจนมาตรการบังคับใช้เต็มที่แล้วค่อยเริ่ม เพราะการเก็บข้อมูลและการลดคาร์บอนต้องใช้เวลา องค์กรที่เตรียมตัวก่อนจะปรับตัวได้นุ่มนวลและรักษาตลาดไว้ได้ ขณะที่คนที่เริ่มช้าอาจเสียลูกค้าให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า
สิ่งที่อยากฝากคือ มาตรการเหล่านี้แม้ฟังดูเป็นอุปสรรค แต่จริงๆ คือสัญญาณของทิศทางโลกที่ชัดเจน องค์กรที่มองมันเป็นโอกาสในการยกระดับ จะเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นความได้เปรียบ และยืนอยู่ในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
สิ่งที่อยากเสริมคือ การสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศว่าองค์กรกำลังจัดการเรื่องคาร์บอนอย่างจริงจัง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก เพราะผู้ซื้อในตลาดที่เข้มงวดมักมองหาคู่ค้าที่พร้อมเดินไปด้วยกัน การแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจและเตรียมตัว จึงเป็นจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งที่ยังนิ่งเฉย
#คาร์บอนข้ามพรมแดน #ส่งออก

26/08/2026

คำว่าคาร์บอนเครดิตถูกพูดถึงมากขึ้นจนหลายองค์กรสนใจอยากร่วมวง แต่ก่อนจะกระโดดเข้าไป มีพื้นฐานสำคัญที่ควรเข้าใจให้ชัดเสียก่อน
คาร์บอนเครดิตคือสิทธิที่แสดงว่ามีการลดหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ตามปริมาณที่กำหนด โดยผ่านโครงการที่ได้รับการรับรอง องค์กรที่ลดได้เกินเป้าสามารถขายเครดิต ส่วนองค์กรที่ต้องการชดเชยการปล่อยก็สามารถซื้อมาใช้ได้
แนวคิดเบื้องหลังคือ การให้คุณค่าทางการเงินกับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดโครงการที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อการลดก๊าซมีมูลค่า ก็มีคนพร้อมลงทุนทำมากขึ้น นี่คือกลไกที่เชื่อมเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจ
สิ่งที่องค์กรต้องเข้าใจคือ คาร์บอนเครดิตไม่ใช่ทางลัดที่ซื้อมาแล้วบอกว่าตัวเองยั่งยืนได้ทันที หลักการที่ถูกต้องคือ ต้องลดการปล่อยของตัวเองให้มากที่สุดก่อน แล้วจึงใช้เครดิตชดเชยเฉพาะส่วนที่ลดไม่ได้จริง การใช้เครดิตแทนการลดคือสิ่งที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น
สำหรับองค์กรที่สนใจสร้างเครดิตจากโครงการของตัวเอง เช่น การปลูกป่าหรือการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ต้องเข้าใจว่ามีกระบวนการตรวจวัดและรับรองที่เข้มงวด เพื่อให้เครดิตนั้นน่าเชื่อถือและขายได้จริง ไม่ใช่แค่อ้างว่าทำดี
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้องค์กรเริ่มจากการวัดและลดการปล่อยของตัวเองให้เป็นระบบก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องคาร์บอนเครดิตเป็นก้าวถัดไป เพราะการเข้าใจการปล่อยของตัวเองคือพื้นฐานที่ทำให้ตัดสินใจเรื่องเครดิตได้อย่างถูกต้อง
สิ่งที่อยากฝากคือ คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์เมื่อใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส แต่ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป องค์กรที่เข้าใจบทบาทของมันอย่างแท้จริง จะใช้มันเสริมเส้นทางลดคาร์บอน ไม่ใช่ใช้แทนความตั้งใจที่จะลดจริง
สิ่งที่อยากเสริมคือ องค์กรควรเลือกใช้เครดิตที่มาจากโครงการที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ เพราะเครดิตที่คุณภาพต่ำหรือที่ถูกตั้งคำถาม อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านชื่อเสียงแทนที่จะช่วยเรื่องภาพลักษณ์ การเข้าใจที่มาของเครดิตจึงสำคัญพอกับการตัดสินใจซื้อหรือขายมัน
#คาร์บอนเครดิต #ลดคาร์บอน

25/08/2026

เวลาพูดถึง ESG คนมักโฟกัสที่สิ่งแวดล้อมจนลืมตัว S ที่ย่อมาจากสังคม ทั้งที่การดูแลคนคือสิ่งที่กระทบผลงานองค์กรอย่างตรงไปตรงมาที่สุด
มิติสังคมใน ESG ครอบคลุมเรื่องการดูแลคนทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตั้งแต่พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ไปจนถึงชุมชน หัวใจคือการดำเนินธุรกิจอย่างเคารพสิทธิและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนที่เกี่ยวข้อง
หลายองค์กรเข้าใจว่ามิติสังคมคือการให้สวัสดิการที่ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมด มันยังรวมถึงความปลอดภัยในการทำงาน การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม โอกาสในการพัฒนา ความหลากหลายและการยอมรับ รวมถึงการรับฟังเสียงของพนักงานอย่างจริงจัง
เหตุผลที่มิติสังคมสำคัญต่อธุรกิจคือ คนคือกำลังหลักขององค์กร พนักงานที่รู้สึกว่าถูกดูแลและเห็นคุณค่า มักทุ่มเทและอยู่กับองค์กรนานกว่า ส่วนองค์กรที่ละเลย มักเจอปัญหาการลาออกสูง ขวัญกำลังใจต่ำ และชื่อเสียงที่เสียหายได้ง่าย
มิติสังคมยังขยายไปถึงห่วงโซ่อุปทาน เช่น การดูแลให้คู่ค้าปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม เพราะปัญหาด้านแรงงานในห่วงโซ่ สามารถย้อนกลับมากระทบแบรนด์ของเราได้ โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับตลาดที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้องค์กรเริ่มจากการฟังพนักงานอย่างจริงใจและลงมือปรับในเรื่องที่ทำได้จริง เพราะมิติสังคมที่ดีไม่ได้เริ่มจากนโยบายสวยหรู แต่เริ่มจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่คนสัมผัสได้
สิ่งที่อยากฝากคือ ในบรรดาสามด้านของ ESG มิติสังคมอาจเป็นด้านที่วัดเป็นตัวเลขยากที่สุด แต่กลับเป็นด้านที่คนรู้สึกได้ชัดที่สุด องค์กรที่ดูแลคนได้ดี จึงมักมีทั้งทีมที่แข็งแรงและชื่อเสียงที่ผู้คนอยากสนับสนุน
สิ่งที่อยากเสริมคือ การวัดผลด้านสังคมแม้จะยาก แต่ก็ทำได้ผ่านตัวชี้วัด เช่น อัตราการลาออก ความพึงพอใจของพนักงาน และจำนวนอุบัติเหตุ ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้มิติสังคมจับต้องได้และพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้สึกที่พูดถึงแต่พิสูจน์ไม่ได้
#มิติสังคม #ดูแลพนักงาน

24/08/2026

เศรษฐกิจหมุนเวียนคือแนวคิดที่ต่างจากการผลิตแบบเดิมที่ใช้แล้วทิ้ง โดยมุ่งให้ทรัพยากรถูกใช้ให้คุ้มค่าที่สุดและหมุนกลับมาใช้ใหม่ให้นานที่สุด แทนที่จะจบลงที่การเป็นขยะ หัวใจคือการออกแบบให้ของเสียมีค่าตั้งแต่ต้น
สำหรับธุรกิจ แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของต้นทุนและโอกาสโดยตรง การลดของเสียคือการลดต้นทุนวัตถุดิบและค่ากำจัด ส่วนการหาทางใช้ของเหลือให้เกิดประโยชน์ อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ไม่เคยคิดถึง
ตัวอย่างที่เห็นได้คือ เศษวัสดุจากการผลิตที่นำกลับมาแปรรูป น้ำที่บำบัดแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือการออกแบบสินค้าให้ซ่อมและรีไซเคิลได้ง่าย แนวทางเหล่านี้เริ่มจากของที่องค์กรมีอยู่แล้ว เพียงแต่มองด้วยสายตาใหม่
การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องพลิกธุรกิจทั้งหมด องค์กรเริ่มได้จากการสำรวจว่าของเสียก้อนใหญ่ที่สุดคืออะไร แล้วถามว่ามีทางลด ใช้ซ้ำ หรือเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้หรือไม่ คำถามง่ายๆ นี้มักนำไปสู่ไอเดียที่ทั้งประหยัดและสร้างสรรค์
ในมุมที่ปรึกษา เรามองว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นพื้นที่ที่ความยั่งยืนกับกำไรมาบรรจบกันชัดเจนที่สุด เพราะทุกการลดของเสียคือการประหยัด และทุกการเปลี่ยนของเหลือเป็นมูลค่าคือรายได้ องค์กรจึงได้ประโยชน์สองทางไปพร้อมกัน
สิ่งที่อยากฝากคือ ในโลกที่ทรัพยากรมีจำกัดและราคาผันผวน องค์กรที่ใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาดจะได้เปรียบเสมอ การมองของเสียเป็นโอกาส ไม่ใช่แค่ภาระ คือการเปลี่ยนวิธีคิดที่สร้างทั้งความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขัน
สิ่งที่อยากเสริมคือ การร่วมมือกับคู่ค้าหรือธุรกิจอื่นในพื้นที่ ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดได้ง่ายขึ้น เพราะของเหลือของธุรกิจหนึ่งอาจเป็นวัตถุดิบของอีกธุรกิจ การมองหาเครือข่ายแบบนี้เปิดโอกาสที่องค์กรเดียวทำคนเดียวไม่ได้ และสร้างคุณค่าร่วมกันที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
#เศรษฐกิจหมุนเวียน #ความยั่งยืน

21/08/2026

ผู้ประกอบการหลายคนคิดว่าการทำ ESG มีแต่ค่าใช้จ่าย แต่ความจริงที่กำลังเปลี่ยนไปคือ มันเริ่มกลายเป็นกุญแจสู่แหล่งทุนที่ดีกว่าเดิม
การเงินเพื่อความยั่งยืนคือแนวโน้มที่สถาบันการเงินและนักลงทุนเริ่มนำปัจจัยด้าน ESG มาประกอบการตัดสินใจให้สินเชื่อและการลงทุน องค์กรที่จัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืนได้ดี จึงถูกมองว่าเป็นลูกหนี้และการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำกว่า
รูปแบบที่เริ่มเห็นในไทยมีหลากหลาย เช่น สินเชื่อที่ให้เงื่อนไขดีขึ้นเมื่อองค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือเครื่องมือทางการเงินที่ระดมทุนเพื่อโครงการสีเขียวโดยเฉพาะ แนวโน้มนี้กำลังขยายตัวและเข้าถึงธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น
เหตุผลเบื้องหลังคือ ผู้ให้ทุนมองไกลขึ้น พวกเขาเห็นว่าองค์กรที่ละเลยความยั่งยืนมีความเสี่ยงในอนาคต ทั้งจากกฎหมาย จากตลาดที่เปลี่ยน และจากภัยด้านสภาพอากาศ การสนับสนุนองค์กรที่เตรียมพร้อมจึงเป็นการบริหารความเสี่ยงของผู้ให้ทุนเอง
สิ่งที่องค์กรต้องมีเพื่อคว้าโอกาสนี้คือ ข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือและพร้อมแสดง เพราะผู้ให้ทุนต้องการหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด องค์กรที่เก็บข้อมูลเป็นระบบและมีเป้าหมายที่ชัด จึงได้เปรียบเวลาเจรจาเรื่องเงินทุน
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้มองการลงทุนด้าน ESG ในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นการสร้างคุณสมบัติที่เปิดประตูสู่ทุนที่ถูกลงและโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้น เมื่อมองแบบนี้ การตัดสินใจลงทุนก็ง่ายขึ้น
สิ่งที่อยากฝากคือ โลกการเงินกำลังให้รางวัลกับธุรกิจที่รับผิดชอบ องค์กรที่เริ่มเตรียมข้อมูลและพัฒนาด้านความยั่งยืนตั้งแต่วันนี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าเมื่อโอกาสด้านการเงินเหล่านี้ขยายตัวเต็มที่ในไม่กี่ปีข้างหน้า
สิ่งที่อยากเสริมคือ องค์กรควรเริ่มสร้างความสัมพันธ์และพูดคุยกับสถาบันการเงินเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนมักต้องใช้เวลาเตรียมข้อมูลและเอกสาร องค์กรที่เริ่มคุยก่อนและเข้าใจเงื่อนไขชัด จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเมื่อโอกาสมาถึงจริง
#การเงินยั่งยืน

20/08/2026

เวลาพูดถึงโลกร้อน หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นหน้าที่ของภาครัฐ แต่ในความจริง มันกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่จับต้องได้มากขึ้นทุกปี
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ ที่กระทบสถานที่ผลิตและห่วงโซ่อุปทานโดยตรง กลุ่มที่สองคือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน เช่น กฎหมายใหม่ ภาษีคาร์บอน และความคาดหวังของตลาดที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงนี้ถูกมองข้ามคือ มันค่อยเป็นค่อยไปและดูไม่เร่งด่วนเมื่อเทียบกับปัญหารายวัน แต่เมื่อมันมาถึง มักมาแรงและกระทบหลายด้านพร้อมกัน องค์กรที่ไม่เตรียมตัวจึงเสียเปรียบอย่างชัดเจน
ตัวอย่างที่เห็นได้คือ ธุรกิจที่พึ่งวัตถุดิบทางการเกษตร ย่อมได้รับผลจากสภาพอากาศที่แปรปรวนโดยตรง หรือธุรกิจที่ส่งออกไปตลาดที่มีมาตรการด้านคาร์บอน ก็ต้องปรับตัวก่อนจะถูกกีดกัน ความเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องของยอดขายและต้นทุนจริง
กรอบการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศที่เป็นสากล ช่วยให้องค์กรวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสอย่างเป็นระบบ แต่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความซับซ้อน องค์กรเริ่มได้จากการระบุว่าสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านกระทบธุรกิจตรงไหนมากที่สุด
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้รวมความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไปในการบริหารความเสี่ยงปกติขององค์กร ไม่ใช่แยกเป็นเรื่องพิเศษที่ไม่มีใครดู เพราะเมื่อมันอยู่บนโต๊ะเดียวกับความเสี่ยงอื่น ผู้บริหารก็จะให้น้ำหนักและจัดการได้ทันเวลา
สิ่งที่อยากฝากคือ การมองความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบ องค์กรที่เห็นและปรับตัวก่อน มักเปลี่ยนสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นภัย ให้กลายเป็นความได้เปรียบของตัวเอง
สิ่งที่อยากเสริมคือ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมักมาพร้อมโอกาสเสมอ เช่น ความต้องการสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น องค์กรที่มองทั้งสองด้านพร้อมกัน ไม่เพียงป้องกันความเสียหาย แต่ยังจับโอกาสใหม่ได้ก่อนใคร การวิเคราะห์ความเสี่ยงจึงควรมองหาโอกาสไปด้วยทุกครั้ง
#ความเสี่ยงภูมิอากาศ

19/08/2026

องค์กรหนึ่งประกาศเป้าหมายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ในงานแถลงข่าว แต่ผ่านไปสองปีกลับไม่มีความคืบหน้า เพราะตั้งเป้าโดยไม่ได้คิดว่าจะไปถึงอย่างไร
เป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ดีต้องมากกว่าคำประกาศที่ฟังดูดี มันต้องชัดพอที่จะวัดได้ว่าสำเร็จหรือไม่ มีกรอบเวลาที่ชัด และที่สำคัญคือต้องมีแผนว่าจะไปถึงด้วยวิธีใด ไม่ใช่ตั้งเป้าไว้ก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง
กับดักที่พบบ่อยคือ การตั้งเป้าใหญ่เกินกำลังเพื่อให้ดูจริงจัง แต่พอลงมือกลับท้อเพราะไกลเกินเอื้อม หรือการตั้งเป้าที่คลุมเครือจนวัดไม่ได้ว่าก้าวหน้าแค่ไหน ทั้งสองแบบนำไปสู่ความล้มเหลวเหมือนกัน
แนวทางที่ได้ผลคือ การแบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายย่อยที่ทำได้ในแต่ละช่วง เพื่อให้เห็นความคืบหน้าและสร้างกำลังใจ เป้าหมายระยะยาวให้ทิศทาง ส่วนเป้าหมายระยะสั้นทำให้เกิดการลงมือจริงในวันนี้
เป้าหมายที่ดีต้องตั้งอยู่บนข้อมูลฐานที่รู้จริง เช่น ก่อนตั้งเป้าลดพลังงานต้องรู้ก่อนว่าวันนี้ใช้เท่าไร การตั้งเป้าโดยไม่รู้จุดเริ่มต้น เปรียบเหมือนการบอกว่าจะวิ่งให้เร็วขึ้นโดยไม่เคยจับเวลาตัวเอง
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้มอบหมายผู้รับผิดชอบและรอบการทบทวนที่ชัดเจนสำหรับแต่ละเป้าหมาย เพราะเป้าหมายที่ไม่มีเจ้าภาพมักกลายเป็นความตั้งใจที่ค่อยๆ จางหาย การติดตามสม่ำเสมอคือสิ่งที่เปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นผลลัพธ์
สิ่งที่อยากฝากคือ เป้าหมายที่ทำได้จริงและก้าวหน้าต่อเนื่อง มีค่ามากกว่าเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่แต่อยู่แค่บนกระดาษ ความน่าเชื่อถือด้านความยั่งยืนสร้างจากการทำได้ตามที่พูด ไม่ใช่จากการพูดให้ดูดี
สิ่งที่อยากเสริมคือ การสื่อสารความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอช่วยรักษาแรงและความน่าเชื่อถือ แม้ในปีที่ผลยังไม่ถึงเป้า การเล่าตามจริงว่าทำอะไรไปแล้วและเจออุปสรรคอะไร กลับสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าการเงียบแล้วรอประกาศเฉพาะตอนสำเร็จ เพราะคนเข้าใจว่าการเดินทางย่อมมีทั้งช่วงเร็วและช้า
#เป้าหมายความยั่งยืน

18/08/2026

สองคำนี้ถูกพูดถึงจนติดปาก แต่พอถามจริงว่าต่างกันอย่างไร หลายคนกลับตอบไม่ได้ ทั้งที่ความต่างนี้มีผลต่อการตั้งเป้าหมายขององค์กร
Carbon Neutral หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน หมายถึงการที่องค์กรทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยการลดการปล่อยส่วนหนึ่ง และชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือกิจกรรมที่ดูดกลับก๊าซ
Net Zero มีความเข้มข้นกว่า เพราะเน้นการลดการปล่อยลงให้มากที่สุดตามหลักวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึงชดเชยเฉพาะส่วนที่เหลือซึ่งลดไม่ได้จริงเท่านั้น และมักครอบคลุมการปล่อยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ไม่ใช่แค่ส่วนที่องค์กรควบคุมโดยตรง
พูดง่ายๆ คือ Carbon Neutral เน้นผลลัพธ์สุทธิเป็นศูนย์โดยอนุญาตให้ชดเชยได้มาก ส่วน Net Zero เน้นการลดจริงที่ต้นทางเป็นหลัก การชดเชยเป็นทางเลือกสุดท้าย ความต่างนี้สะท้อนความจริงจังในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
สำหรับองค์กรที่เริ่มต้น การเข้าใจความต่างช่วยให้ตั้งเป้าหมายได้สมจริง ไม่ประกาศเป้าใหญ่เกินกำลังจนทำไม่ได้ และไม่เลือกทางที่ดูง่ายแต่ถูกตั้งคำถามภายหลัง เพราะผู้บริโภคและนักลงทุนเริ่มแยกออกว่าการชดเชยอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน
ในมุมที่ปรึกษา เราแนะนำให้เริ่มจากการวัดการปล่อยให้ครบก่อน แล้วโฟกัสที่การลดจริงในส่วนที่ทำได้ เช่น การประหยัดพลังงานและการปรับกระบวนการ ส่วนการชดเชยค่อยใช้เสริมอย่างมีความรับผิดชอบ เส้นทางแบบนี้สร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
สิ่งที่อยากฝากคือ ไม่ว่าจะเลือกเป้าหมายแบบไหน สิ่งสำคัญคือความจริงใจและความโปร่งใส องค์กรที่บอกชัดว่าลดได้เท่าไรและชดเชยเท่าไร ย่อมน่าเชื่อถือกว่าองค์กรที่ประกาศคำสวยโดยไม่มีข้อมูลรองรับ
สิ่งที่อยากเสริมคือ การเลือกเป้าหมายควรสอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้าและคู่ค้าในตลาดของเราด้วย เพราะบางตลาดให้ความสำคัญกับการลดจริงมากกว่าการชดเชย การเข้าใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรามองเรื่องนี้อย่างไร ช่วยให้เลือกเส้นทางที่ทั้งทำได้จริงและได้รับการยอมรับในเวลาเดียวกัน
#ลดคาร์บอน

17/08/2026

ในที่ประชุมหลายแห่ง สองคำนี้ถูกใช้สลับกันไปมาราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่จริง CSR กับ ESG มีจุดต่างสำคัญที่ส่งผลต่อวิธีทำงานขององค์กร
CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคม มักหมายถึงกิจกรรมดีๆ ที่องค์กรทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การบริจาค การปลูกป่า หรือกิจกรรมอาสา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่บ่อยครั้งเป็นกิจกรรมที่แยกจากการดำเนินธุรกิจหลัก
ส่วน ESG เป็นกรอบที่มองลึกเข้าไปในวิธีดำเนินธุรกิจเอง ว่าองค์กรจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างไรในกระบวนการทำงานจริง และวัดผลด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ จุดเน้นจึงอยู่ที่การฝังความยั่งยืนไว้ในธุรกิจ ไม่ใช่กิจกรรมเสริม
ความต่างนี้สำคัญ เพราะนักลงทุนและคู่ค้ายุคใหม่สนใจ ESG มากกว่ากิจกรรม CSR เดี่ยวๆ พวกเขาอยากรู้ว่าธุรกิจสร้างผลกระทบอย่างไรในแก่นของมัน ไม่ใช่แค่ทำดีเป็นครั้งคราวเพื่อภาพลักษณ์ นี่ไม่ได้แปลว่า CSR ไม่มีค่า กิจกรรมเพื่อสังคมยังสำคัญและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน แต่ควรเข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมดของความยั่งยืน องค์กรที่ทำ CSR ดีแต่ละเลยการจัดการผลกระทบในกระบวนการหลัก ก็ยังถือว่ายังไปไม่ถึง ESG
ในมุมที่ปรึกษา เราช่วยลูกค้าต่อยอดสิ่งดีที่ทำอยู่แล้วใน CSR ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ESG ที่วัดผลได้ เพราะองค์กรไทยจำนวนมากมีต้นทุนความตั้งใจดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องจัดให้เป็นระบบและเชื่อมกับธุรกิจมากขึ้น
สิ่งที่อยากฝากคือ การเข้าใจความต่างของสองคำนี้ช่วยให้องค์กรสื่อสารได้ถูกต้องและวางแผนได้ตรง ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้วัดที่จำนวนกิจกรรมที่จัด แต่วัดที่ว่าธุรกิจดำเนินอย่างรับผิดชอบในทุกวันแค่ไหน
สิ่งที่อยากเสริมคือ องค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง CSR กับ ESG แต่ควรให้ทั้งสองเสริมกัน กิจกรรมเพื่อสังคมที่ดีสามารถต่อยอดเป็นข้อมูลและเรื่องราวที่สนับสนุนกลยุทธ์ ESG ได้ กุญแจคือการทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกับธุรกิจจริง ไม่ใช่เป็นกิจกรรมที่ลอยอยู่แยกจากกัน
ับESG #ความยั่งยืน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00