29/04/2026
✨ ภาวะเหงื่อออกมากหลังคลอด (Postpartum Diaphoresis) ✨
คุณแม่หลายท่านอาจสังเกตว่าหลังคลอดมีอาการ เหงื่อออกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ซึ่งภาวะนี้ถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงระยะหลังคลอด และส่วนใหญ่มักเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามปกติของร่างกาย ไม่ได้บ่งชี้ถึงความผิดปกติร้ายแรง
🧬 สาเหตุของเหงื่อออกมากหลังคลอด
ภาวะดังกล่าวเกิดจากการปรับตัวของร่างกายภายหลังการตั้งครรภ์และการคลอด ได้แก่
• การลดลงอย่างรวดเร็วของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนหลังคลอด ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
• การขับน้ำส่วนเกินที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกจากร่างกาย ผ่านทางเหงื่อและปัสสาวะ
• ในมารดาที่ให้นมบุตร การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการให้นมอาจทำให้อาการดังกล่าวเป็นเด่นชัดขึ้นหรือคงอยู่นานขึ้น
⏳ อาการจะเป็นอยู่นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปอาการมักพบมากในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังคลอด และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อสมดุลของฮอร์โมนและปริมาณสารน้ำในร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ให้นมบุตร อาการอาจคงอยู่ได้นานกว่านั้นเล็กน้อย
💧 คำแนะนำในการดูแลตนเอง
• ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำจากเหงื่อ
• สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายอากาศได้ดี
• จัดสภาพแวดล้อมห้องนอนให้เย็นและอากาศถ่ายเทสะดวก
• เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนเมื่อมีเหงื่อออกมากเพื่อลดความอับชื้น
• พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากความอ่อนเพลียและความเครียดอาจทำให้อาการเด่นชัดขึ้นได้
⚠️ เมื่อใดควรพบแพทย์?
แม้เหงื่อออกมากหลังคลอดมักเป็นภาวะปกติ แต่หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
• มีไข้หรือหนาวสั่น
• น้ำคาวปลามีกลิ่นผิดปกติ
• ปวดท้องน้อยมากผิดปกติ
• เต้านมบวมแดง เจ็บ หรือสงสัยเต้านมอักเสบ
• ใจสั่น มือสั่น น้ำหนักลด หรือมีอาการสงสัยภาวะไทรอยด์ผิดปกติ
• อาการเหงื่อออกมากไม่ดีขึ้นหรือเป็นต่อเนื่องนานผิดปกติ
🌿 สรุป
ภาวะเหงื่อออกมากหลังคลอดเป็นหนึ่งในกระบวนการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกายหลังการตั้งครรภ์และการคลอด โดยส่วนใหญ่มักหายได้เองเมื่อร่างกายกลับเข้าสู่สมดุล อย่างไรก็ตาม การสังเกตอาการร่วมที่ผิดปกติยังคงมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและรักษาภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที
28/04/2026
ครรภ์เป็นพิษ ที่หลายๆคนคุ้นเคยแล้วนั้นคือ mild หรือ severe preeclampsia
ภาพนี้เป็นแนวทางที่สามารถเข้ามาช่วยเราอีกแรงนึงครับในการช่วยบอกแนวทางการดูแลและเฝ้าระวังในภาวะที่น่ากลัวนี้
อ่านแล้วแนวทางประเมินความเสี่ยงนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการดูแลที่พวกเราคุ้นเคยนะ แต่อยากให้ลองพิจารณาดูครับว่าจะนำมาร่วมใช้ด้วยดีไหม
••••••••
เป็นการศึกษาในคนท้องไทย และใช้ score ในแต่ละปัจจัยมาให้คะแนนครับ โดยถ้ารวมคะแนนได้ #ตั้งแต่3ขึ้นไป ถือว่าเข้าค่าย high risk ครับ (ตัวอย่างเช่น คนไข้ preeclampsia แล้วซักได้ว่ามีการใช้ drug abuse ขึ้นมาแบบนี้จบเลยนะครับ สามคะแนนดังนั่น high risk เป็นต้นครับ) ⚠️
••••••••
น่าสนใจมากนะครับ ผมได้สรุปเป็นภาพเผื่อให้พวกเราที่ต้องดูแลคนไข้ท้องกลุ่มนี้ และอยากนำไปปรับใช้หรือใช้ร่วมกับแนวทางมาตรฐานในตำราน่าจะเกิดประโยชน์ทั้งในการรักษาและ counselling ครับ ✌️✨
••••••••
26/04/2026
✨🍭 เตรียมตัวยังไงก่อนตรวจน้ำตาลตอนท้อง (OGTT) ให้ผลแม่นที่สุด?
คุณแม่ท้องหลายคนถามว่า
“ก่อนตรวจน้ำตาล ดื่มน้ำได้ไหม?”
“ต้องอดอาหารแค่ไหน?”
“กินน้อยก่อนตรวจจะช่วยให้ผ่านไหม?”
คำตอบคือ… การเตรียมตัวมีผลต่อความแม่นยำของผลตรวจมากครับ 💡
ทำไมต้องตรวจน้ำตาลตอนตั้งครรภ์? 🤰
ช่วงตั้งครรภ์ รกจะสร้างฮอร์โมนหลายชนิดที่ทำให้ร่างกาย
“ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น”
👉 เป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยให้มีน้ำตาลส่งไปเลี้ยงทารกมากขึ้น แต่ถ้าร่างกายคุณแม่ปรับตัวไม่ทันน้ำตาลในเลือดจะสูงผิดปกติ → เกิด เบาหวานขณะตั้งครรภ์
ดังนั้นการตรวจ OGTT จึงช่วยคัดกรองภาวะนี้ได้นั่นเอง
•••••••
นี่คือวิธีเตรียมตัวก่อนตรวจ OGTT 📝 ให้ได้ผลที่แม่นยำ เน้นว่าได้ผลที่แม่นยำ ไม่ใช่เพื่อให้ได้ผลที่เป็นอย่างที่เราต้องการนะครับสำคัญมากๆที่จะต้องทำความเข้าใจว่า … เราต้องการผลที่แม่นยำ ถ้าร่างกายในช่วงตั้วครรภ์นี้เป็นเบาหวานเราก็จะได้รู้ว่าเป็นเบาหวานแล้วจะได้คุมระดับน้ำตาลดีๆเพื่อลูกในท้องปลอดภัยครับ
🍚 1. ก่อนตรวจ 2–3 วัน: กินอาหาร “ตามปกติ”
* ไม่ต้องงดแป้ง
* ไม่ต้องลดของหวานผิดปกติ
* ไม่ต้องอดอาหารล่วงหน้า
เพราะถ้ากินน้อยกว่าปกติ อาจทำให้ผลตรวจ เพี้ยนได้ครับ จริงๆเป็นเบาหวานแต่มาเตรียมร่างกายช่วงสั้นๆเพื่อให้ผลเลือดผ่านแบบนี้คือไม่เหมาะสมเพราะจะได้ผลที่ไม่แม่นยำครับ
⏰ 2. คืนก่อนตรวจ: งดอาหารประมาณ 8 ชั่วโมง
* งดอาหารทุกชนิดตามเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด
* ส่วนใหญ่จะนัดตรวจตอนเช้าเพื่อให้อดง่ายขึ้นไม่นานเกินไป การตรวจเบาหวานแบบวินิจฉัยมักมีผลเลือดแบบอดอาหารอยู่ในนั่น 1 ค่าครับ
💧 3. ดื่มได้เฉพาะ “น้ำเปล่า”
✅ น้ำเปล่าดื่มได้
❌ แต่ห้าม:
* กาแฟ / ชา
* นม
* น้ำผลไม้
* น้ำหวาน
* น้ำวิตามิน / flavored water
🚫 4. เลี่ยงสิ่งที่รบกวนผลตรวจ
* หมากฝรั่ง / ลูกอม
* สูบบุหรี่
* ออกกำลังกายหนัก
* เดินเยอะผิดปกติระหว่างรอตรวจ
เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลเปลี่ยนได้
ตอนตรวจจะเกิดอะไรขึ้น? 🩸
1. เจาะเลือดตอนอดอาหาร
2. ดื่มน้ำกลูโคส
3. เจาะเลือดซ้ำตามเวลา
💡 ระหว่างรอควรนั่งพักสบาย ๆ
อย่าเดินช้อปปิ้งหรือขึ้นลงบันไดเยอะ
สรุปง่าย ๆ 📌
“ก่อนตรวจน้ำตาลตอนท้อง: #กินปกติ อดอาหารตามกำหนดเวลาที่คำแนะนำกำหนดมา บางอย่างไม่ต้องงดอาหารแต่บางวิธีให้งดอาหารครับ และดื่มได้เฉพาะน้ำเปล่า ดื่มได้ไม่ต้องงดน้ำเปล่า“
26/04/2026
🤰 ตั้งครรภ์ 3 เดือน แต่น้ำหนักยังไม่เพิ่ม: น่ากลัวแค่ไหนไหมค่ะหมอ ??
โดยทั่วไป น้ำหนักที่ยังไม่เพิ่มในช่วงไตรมาสแรก #ไม่จำเป็นต้องผิดปกติ และ #พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้ท้องหรือรับประทานอาหารได้น้อย
เพราะในช่วงนี้การประเมินควรดูร่วมกับสุขภาพของมารดาและการเจริญเติบโตของทารก ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขบนตาชั่งครับ
🧬 ทำไมน้ำหนักจึงอาจยังไม่ขึ้นในช่วง 3 เดือนแรก?
🔹 ฮอร์โมนการตั้งครรภ์เพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะ hCG และ estrogen
→ กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และไวต่อกลิ่น
→ ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักก็ไม่ขึ้นนั่นเอง
🔹 ระบบทางเดินอาหารทำงานช้าลง
Progesterone ทำให้การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ลดลง
→ อิ่มเร็ว แน่นท้อง ท้องอืด
→ รับประทานอาหารได้น้อยลงกว่าปกติ กินนิดหน่อยก็อิ่ม แต่เดี๋ยวก็หิวใหม่ กินน้อย หิวบ่อยวนไปแบบนี้
🔹 ความต้องการพลังงานยังเพิ่มไม่มากในไตรมาสแรก ร่างกายยังอยู่ในช่วงปรับตัวและเตรียมสะสมพลังงาน
→ จึงยังไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักเพิ่มมากในระยะนี้
🔹 น้ำหนักตัวอาจผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเลือดและสารน้ำในร่างกาย
→ ทำให้น้ำหนักขึ้นลงได้โดยไม่สะท้อนภาวะโภชนาการเสมอไป
••••
📈 น้ำหนักปกติควรเพิ่มเท่าไร?
ในช่วงไตรมาสแรก สามเดือนแรกของการท้องนั้น น้ำหนักมักเพิ่มเพียง
➡️ ประมาณ 0.5–2 กิโลกรัม
และบางรายอาจยังไม่เพิ่มเลยก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
24/04/2026
แอสไพริน กับกลุ่มเสี่ยงเรื่องครรภ์เป็นพิษ
ให้ไหม : ✅ ทุกที่บอกว่าให้
เลือกให้กลุ่มเสี่ยงไหน : ❓บางที่บอกใช้ประวัติ แต่บางที่บอกให้ใช้ประวัติและการตรวจเพิ่มเติม
ขนาดเท่าไหร่ : ❓มีคำแนะนำหลายขนาด หรือแม้แต่หลายที่ในประเทศไทยก็ให้ในขนาดที่ไม่มีในนี่เลย
เริ่มให้เมื่อไหร่ : ค่อนข้างเหมือนกันอยู่
หยุดก่อนคลอดไหม : ส่วนใหญ่หยุดที่ 36 สัปดาห์ แต่มีอย่างน้อยก็สองที่ที่เราคุ่นเคยบอกว่าให้ไปจนคลอดนะ ✌️
••••••••
Cr: อ.นพ.นพดล
OBG CU
24/04/2026
เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ใช้ Nalador (sulprostone) เป็นยาหลักในการรักษา PPH ในปี 2026
Nalador (sulprostone) เป็นยาในกลุ่ม prostaglandin E2 (PGE2 analogue) ออกฤทธิ์กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก
แต่ในแนวทางปัจจุบัน ไม่ได้แนะนำให้ใช้เป็น first-line ในการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Hemorrhage: PPH) ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้
••••••
1. แนวทางเวชปฏิบัติ (Guidelines) ให้ความสำคัญกับยาที่ปลอดภัยและมีหลักฐานมากกว่า
แนวทางสากลจาก World Health Organization และ American College of Obstetricians and Gynecologists แนะนำลำดับการรักษา PPH ดังนี้:
* First-line:
* Uterine massage
* Oxytocin (IV/IM)
* Adjunct (ให้เร็วที่สุด):
* Tranexamic acid (TXA) ภายใน 3 ชั่วโมง
* Second-line uterotonics:
* Methylergometrine
* Misoprostol
➡️ Sulprostone (Nalador) จึงไม่อยู่ในตัวเลือกหลัก และใช้เฉพาะบางสถานการณ์เท่านั้น
••••••
2. ความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular risk)
มีรายงานภาวะแทรกซ้อนรุนแรงคือ
* หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia)
* ภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest)
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น
* สูบบุหรี่
* อายุเพิ่มขึ้น
* โรคหัวใจหรือหลอดเลือด
➡️ ทำให้ต้องใช้อย่างระมัดระวังมากกว่ายาอื่น ยานี้การให้ยาจึงต้องระมัดระวังมาก ต้องมีอุปกรณ์ติดตามที่ดี
••••••
3. ข้อจำกัดด้านการใช้ยา
* ต้องให้ ทาง IV infusion เท่านั้น
* ต้องมี การ monitor อย่างใกล้ชิด
* มี ข้อห้ามใช้ (contraindications) ในคนไข้มี่มีโรคประจำตัวที่เราเองก็พบบ่อยในคนท้อง
* โรคหอบหืด (asthma)
* โรคหัวใจ
➡️ ใช้ยากในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วไปเมื่อเทียบกับ misoprostol หรือ oxytocin
••••••
4. ปัญหาด้านการเข้าถึงยาและระบบบริการ
* มีใช้เฉพาะในบางประเทศ/บางศูนย์
* ราคาสูงกว่าและไม่สะดวก
* ไม่เหมาะกับ setting ที่ทรัพยากรจำกัด
••••••
🔎 สรุป
Nalador (sulprostone)
➡️ ไม่ใช่ first-line treatment ของ PPH ในปี 2026
23/04/2026
💡 แยกให้ออก: “เบ่ง” vs “ขมิบ” แบบจำง่ายที่สุด!
คนไข้หลายท่านสับสน 😅
ทีมแพทย์บอกให้ “ขมิบ” แต่บางครั้งกลับเผลอ “เบ่ง” แทน
วันนี้มีเทคนิคสั้นๆ จำได้ทันที 👇
🔴 “เบ่ง” = พูดไม่ได้ ❌
👉 เวลาคุณเบ่ง จะเหมือนตอน “เบ่งอุจจาระ”
👉 ต้องกลั้นหายใจ หน้าเกร็ง ท้องแข็ง
👉 จะพูดออกมาไม่ได้
🟢 “ขมิบ” = ยังพูดได้ ✔️
👉 เหมือน “กลั้นปัสสาวะ/กลั้นผายลม”
👉 เกร็งเฉพาะด้านล่าง (อุ้งเชิงกราน)
👉 ยังพูดคุยได้ปกติ
ดังนั้น …. ถ้าทำแล้ว
🗣️ พูดได้ = ขมิบ
🤐 พูดไม่ได้ = เบ่ง
👩⚕️ ทำไมสำคัญ?
การ “ขมิบ” ถูกต้อง จะช่วย
✔️ ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
✔️ ลดปัญหาปัสสาวะเล็ด
✔️ ช่วยการฟื้นตัวหลังคลอด
แต่ถ้า “เบ่ง” คือผิดวิธี ❗
อาจทำให้กล้ามเนื้อหย่อนมากขึ้นครับ
📌 ลองทำตอนนี้เลย!
ขมิบแล้วลองพูดว่า
👉 “ขมิบอยู่ค่ะ”
#ถ้าพูดได้ = #คุณทำถูกแล้ว 👍
23/04/2026
วัคซีนเด็กเล็กที่แนะนำล่าสุด เมษายน 2569
กรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข
22/04/2026
แนวทางการป้องกันและรักษา PPH #ล่าสุด
(ภาวะตกเลือดหลังคลอด)
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
••••••••
ครบจบในภาพเดียว 🎖️
21/04/2026
วัคซีนในคนท้อง ปี พ.ศ.2569
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
#ต้องตามนี้ 🎖️
พร้อมรายละเอียดแนวทางการพิจารณาให้วัคซีนทั้ง 3 ชนิด
••••••••
ภาพเดียวครบครับ
20/04/2026
Intensive course 2026
เข้มข้นเต็มวัน ภาพชัด อาหารอร่อย ลุกนั่งสบาย จบตอนเย็นนัดทานข้าวที่ห้างกับเพื่อนๆและอาจารย์ได้เลย ^^
••••••••
Intensive course ถูกจัดขึ้นมาแบบลงทะเบียนเพิ่มเติมมาอีก 1 วันจาก Main congress ในช่วงประชุมวิชาการกลางปีของทุกๆปี
เน้นการบรรยายวิชาการทางสูตินรีเวชแบบเข้มข้นเต็มวัน หนึ่งหัวข้อมีวิทยากร 1 ท่าน รับหน้าที่จบครบในเรื่องที่มอบหมาย
เนื้อหาจะถูกมอบหมายเพื่อให้ผู้ฟังสามารถทบทวนได้อย่างครบถ้วน ชี้ให้เห็นจุดสำคัญ และนำไปใช้ได้ทันทีครับ
ตลอด 1 วันของ intensive course นี้จะวิชาการล้วน ไม่มีโฆษณา ✨
18/04/2026
ปัญหาการคลอดก่อนกำหนดคือปัญหาใหญ่มากๆของทั้งทีมสูติ รวมไปถึงคนท้องและครอบครัวของประเทศนี้ อันตรายเกิดกับทั้งคนท้อง ลูกในท้อง รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาว
นี่คือสิ่งที่ราชวิทยาลัยอยากให้เราได้นำไปพิจารณาใช้ในการดูแลปัญหาใหญ่นี้ เพื่อบรรเทาภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลายๆอย่างให้บรรเทาลงได้บ้างไม่มากก็น้อย
••••••••
💡 น้ำเดินก่อนกำหนดคืออะไร?
คือ ภาวะที่ ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์
และอายุครรภ์ยังไม่ครบ 37 สัปดาห์
หลายคนอาจคิดว่า “ต้องเจ็บท้องก่อนถึงจะอันตราย”
แต่จริง ๆ แล้ว…แค่มีน้ำไหล ก็อาจเป็นสัญญาณสำคัญได้
⚠️ ทำไมถึงเป็นปัญหา?
น้ำคร่ำเปรียบเสมือน “เกราะป้องกัน” ของลูกในครรภ์
ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้ปอดพัฒนาได้ดี
เมื่อถุงน้ำแตก
➡️ เชื้อโรคสามารถเข้าสู่มดลูกได้ง่าย
➡️ และมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้น
👩⚕️ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับคุณแม่
* ติดเชื้อในมดลูก (มีไข้ ปวดท้อง น้ำมีกลิ่นผิดปกติ)
* ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิต
* รกลอกตัวก่อนกำหนด ทำให้เลือดออกและปวดท้องมาก
* ติดเชื้อหลังคลอด
👶 ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับลูก
* คลอดก่อนกำหนด (ปัญหาหลัก)
* ปอดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ → หายใจลำบาก
* ติดเชื้อในทารกแรกเกิด
* เลือดออกในสมอง / พัฒนาการล่าช้า
* น้ำคร่ำน้อย → กระทบการพัฒนาปอด
* ในรายรุนแรง อาจเสียชีวิตในครรภ์
🔔 อาการที่ต้องระวัง
* มีน้ำใส ๆ ไหลออกจากช่องคลอด (ไหลซึมหรือไหลต่อเนื่อง)
* รู้สึกชื้นผิดปกติ
* มีไข้ หรือปวดท้อง
* ลูกดิ้นน้อยลง
➡️ แม้ไม่มีอาการเจ็บครรภ์ ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล
••••••••
🏥 แนวทางการดูแลโดยทีมแพทย์
* ตรวจยืนยันว่าเป็นน้ำคร่ำจริงหรือไม่
* ประเมินอายุครรภ์และความเสี่ยง
* ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดการติดเชื้อ
* ให้ยาช่วยพัฒนาปอดทารก (ในบางช่วงอายุครรภ์)
* พิจารณาว่า “ควรรอ” หรือ “ให้คลอด” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด