P4 Table Tennis & Fitness

P4 Table Tennis & Fitness

แชร์

"Becoming a CHAMPION” can not be bought Each person must make themselves a champion. "The winner i

25/08/2026

P4 Learning ep. 81 : P4 Training Progression Model

“P4 Training Progression Model” หรือ กระบวนการพัฒนาความสามารถของนักกีฬา ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของการพัฒนานักกีฬาที่ต่อยอดจากเนื้อหา P4 Learning ep.79 และสรุป เป็นแนวทางปฏิบัติด้วยโมเดล ดังต่อไปนี้

Link - Relate - Transfer - PERFORM

“ทำอย่างไร - เชื่อมกับอะไร - ใช้เมื่อไรและใช้อย่างไร - ทำได้หรือไม่เมื่อมีแรงกดดัน”

Link : “ทำอย่างไร” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติก่อนลงมือฝึกซ้อม ในขั้นตอนแรกนี้ “ความรู้ที่ถูกต้อง” จะช่วยให้นักกีฬาพัฒนาสิ่งที่กำลังฝึกได้อย่างถูกทิศทาง และการมีพื้นฐานที่ถูกต้องจะช่วยให้การพัฒนาเทคนิคมีความก้าวหน้าได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น

การฝึกฟุตเวิร์ค Fh Topspin 2 จุด (จากตัวอย่างใน ep.79) มีขั้นตอนปฏิบัติ (คร่าวๆ) ดังนี้

1. เริ่มจากตำแหน่งการยืน : นักกีฬาต้องมีพื้นฐานการวางเท้าและท่าทางที่ถูกต้อง ระยะห่างจากโต๊ะมากกว่าการตี Fh Drive พอประมาณ

2. การเคลื่อนที่ (2 จุดตามเงื่อนไข) : นักกีฬาต้องเรียนรู้และมีการฝึกการเคลื่อนที่ทางด้านข้างหรือการเคลื่อนที่แบบ “เท้าคู่” มาแล้วพอสมควร

3. การลากไม้เข้าหาลูก : นักกีฬาต้องมีพื้นฐานการตี Fh Topspin แบบจุดเดียวได้ดีพอสมควร

4. จังหวะที่ไม้สัมผัสลูก : นักกีฬามีความเข้าใจเกี่ยวกับจังหวะการกระดอนของลูก (P1, P2, P3) เพื่อการปรับองศาหน้าไม้ให้สัมพันธ์กับจังหวะหรือตำแหน่งการกระดอนของลูก ซึ่งในขณะที่หน้าไม้สัมผัสลูกแต่ละครั้งอาจมีตำแหน่งที่แตกต่างกันไปบ้าง จึงต้องมีการปรับหน้าไม้ (คว่ำหรือหงาย) ในขณะที่สัมผัสลูกอย่างเหมาะสม

5. ตำแหน่งที่ไม้กระทบลูก : นักกีฬาได้รับการฝึก “การตีลูกหน้าตัว” เพื่อการรักษาจังหวะ ท่าทางการตีให้มีความมั่นคงและตีลูกได้อย่างแน่นอนมากขึ้น

6. ทิศทางที่ต้องการตีไปยังฝั่งตรงข้าม : นักกีฬาได้รับการฝึกเรื่องการตีลูกไปยังทิศทางต่างๆ เช่น การตีเป็นเส้นตรง ทแยงมุม และตีไปบริเวณกลางโต๊ะ มาแล้วพอสมควร

7. แรงที่ใช้ในการตี : นักกีฬาเข้าใจวิธีการใช้แรงแต่ละชนิดและเลือกใช้แรงได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายหรือการตีแต่ละครั้งที่ลูกอาจเคลื่อนที่มาแบบสูงบ้างต่ำบ้าง รวมทั้งการถ่ายน้ำหนักตัวและการใช้แรงจากร่างกายส่วนล่าง

8. ความต้องการให้ลูกมีคุณภาพด้านความแม่นยำ ความเร็ว การหมุน หรือความแรง : ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการควบคุมลูกให้ลงโต๊ะอย่างต่อเนื่อง จังหวะการตี การลากไม้ด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น การสัมผัสลูกด้วยการใช้แรงแบบเสียดสี การสัมผัสลูกด้วยการใช้แรงแบบกระแทก เป็นต้น

Relate : “เชื่อมกับอะไร” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การนำแต่ละเทคนิค (ที่ได้ฝึกซ้อมมาแล้วเป็นอย่างดี) ไปเชื่อมโยงกับเทคนิคอื่นๆ ซึ่งจะต้องอาศัยความสัมพันธ์และการจัดลำดับขั้นตอนอย่างเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น

การนำแบบฝึกฟุตเวิร์ค Fh Topspin 2 จุด ข้างต้น ไปเชื่อมกับ “การเสิร์ฟลูกพุ่งที่มีการหมุนแบบหมุนไปหน้า” เมื่อผู้รับตีโต้กลับมาทางคอร์ทโฟร์แฮนด์ ก็สามารถใช้ Fh Topspin ตีลูกกลับไป ซึ่งต้องอาศัยการเคลื่อนที่ที่มีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่แบบ 2 จุด โดยการใช้เทคนิคต่างๆ มาประกอบกัน ดังนี้

1. เทคนิคการเสิร์ฟลูกพุ่ง (แบบหมุนไปหน้า)
2. เทคนิคการใช้ Fh Topspin
3. เทคนิคการเคลื่อนที่แบบเท้าคู่
4. เทคนิคเกี่ยวกับจังหวะการตี การสัมผัสลูก การใช้แรงต่างๆ ตามที่ต้องการ
5. การอ่านลูก : สังเกตทิศทางของลูก (ดูทิศทางของหน้าไม้ที่ฝั่งตรงข้ามตีมา) เพื่อให้เห็นว่า “ลูกเคลื่อนที่มาลงในบริเวณใดของโต๊ะ” (ถึงแม้ลูกจะมาทางคอร์ทโฟร์แฮนด์) เพื่อการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่า จะใช้วิธีการเคลื่อนที่แบบเท้าคู่ด้วยการ “ขยับไปทางขวาหรือขยับไปทางซ้าย”
6. ประยุกต์การตีไปสู่การทำคะแนนหรือตามเงื่อนไขที่กำหนด

ขั้นตอนดังกล่าว เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง “เทคนิคต่างๆ” ที่ “ซ่อนตัวอยู่” และต่างก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตี Fh Topspin 2 จุดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องมีการประสานงานกัน มีการปฏิบัติซ้ำและอาศัยคุณภาพของแต่ละเทคนิคที่จะต้องผ่านการฝึกซ้อมในระดับที่ทำได้ดีพอสมควรก่อน เมื่อนักกีฬาเริ่ม “เชื่อมโยง” แต่ละเทคนิคเข้าด้วยกันได้ดีขึ้นแล้ว จึงนำไปสู่การพัฒนาระดับต่อไป

Transfer : “ใช้เมื่อไร” และ “ใช้อย่างไร” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การเลือกใช้แต่ละเทคนิคให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น คู่แข่งมีความสามารถแค่ไหน เราควรเลือกใช้วิธีการเล่นแบบใด แล้วนำไปสู่ “การวางแผนการเล่น” ด้วยการสังเกตคู่แข่งขันว่ามีวิธีการเล่นอย่างไร จากนั้นจึงนำมาเป็นข้อมูลในการสร้างกลยุทธ์หรือแทคติค ให้เกิดความได้เปรียบและมีโอกาสเป็นฝ่ายชนะ

คำถามที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของการฝึกซ้อม จึงอยู่ที่ :

“นักกีฬาจะนำสิ่งที่ฝึกไปใช้ในเกมจริงเมื่อไรหรือในสถานะการณ์แบบใด" และ “ทำอย่างไร นักกีฬาจึงสามารถนำสิ่งที่ฝึกซ้อมไปใช้ในการแข่งขันได้จริง”

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงข้อแรก จึงต้องมองไปที่ “สถานการณ์จริง” มีความแตกต่างจากการฝึกซ้อมอย่างไรบ้าง เช่น

ในขณะฝึกซ้อมตี Fh Topspin 2 จุดอยู่นั้น ลูกมักจะเคลื่อนที่มาด้วยความเร็วคงที่ ความสูงต่ำ สั้นยาว ทิศทางมีความแน่นอน นักกีฬาตีโต้ได้ต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก

“คู่ซ้อมทำหน้าที่เป็นผู้ป้อนลูกให้มากกว่า การเป็นคู่แข่งขัน”

ในการแข่งขันจริง ลูกไม่ได้เคลื่อนที่มาด้วยความเร็วแบบเดิม ความสูงต่ำ สั้นยาว ทิศทางของลูกมีความคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ และยังต้องเชื่อมโยงเทคนิคการเล่นมาจากเทคนิคอื่นๆ เช่น การเสิร์ฟหรือการรับลูกเสิร์ฟด้วย ดังนั้น การถ่ายโยงเทคนิคต่างๆ ไปสู่การแข่งขันให้ได้มากขึ้น นักกีฬาจึงต้องอาศัย

“การสังเกต การอ่านลูก อ่านเกม คาดการณ์ แล้วคิด ตัดสินใจและลงมือทำด้วยตัวเอง” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่นักกีฬา “ขาดการฝึกมากที่สุด” ก็ว่าได้

การพัฒนาเรื่อง “การใช้” แต่ละเทคนิคให้กับนักกีฬานั้น ผู้ฝึกสอนต้องทำหน้าที่เพียงแค่ “ผู้สร้างเครื่องมือ” คือ เป็นผู้สอนวิธีการปฏิบัติแต่ละเทคนิคและเป็นเพียงผู้แนะนำวิธีการใช้ เพื่อให้นักกีฬาได้เห็นเป็นแนวทางเท่านั้น ในส่วนของ “การใช้จริง-เป็นหน้าที่ที่นักกีฬาจะต้องฝึกสังเกต ฝึกการอ่านลูก อ่านเกม คาดการณ์ แล้วคิด ตัดสินใจและลงมือทำด้วยตัวเอง” นักกีฬาจึงจะพัฒนาความสามารถไปสู่การเล่นในระดับสูงได้

การฝึกซ้อมในระดับนี้

“คู่ซ้อมจึงต้องทำหน้าที่เป็นคู่แข่งขันให้มากกว่า การเป็นผู้ป้อนลูกใส่มือ”

การเป็นคู่ซ้อมแบบทำหน้าที่การบล็อคหรือบุกที่มีความสม่ำเสมอทั้งจังหวะ การใช้แรงและทิศทางที่แน่นอน จะไม่ช่วยให้นักกีฬาเกิดการเรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นได้อีกต่อไป นักกีฬาทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายบล็อคและฝ่ายบุก) จึงต้องมี “ความกระตือรือร้น” ในการปรับเปลี่ยนการตี เช่น ตีแรงบ้าง เบาบ้าง มีดึงจังหวะช้า เร่งจังหวะเร็ว รวมทั้งการปรับเปลี่ยนทิศทางการตีให้มีระดับความยากที่เหมาะสมกับความสามารถของนักกีฬาที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ด้วยกัน

PERFORM : “ทำได้หรือไม่เมื่อมีแรงกดดัน" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และ “ความกล้า” ในการตัดสินใจของนักกีฬาแต่ละคน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางด้าน “จิตใจ” ของนักกีฬา

จึงกล่าวได้ว่า คุณสมบัติพิเศษที่นักกีฬา (ระดับสูง) ต้องมี คือ

“ความสามารถในการควบคุมความกดดัน..ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา”

สถานการณ์การแข่งขันที่มักจะมีความกดดันสูง ได้แก่

1. ในขณะที่คะแนน 9 : 9
2. ในขณะที่เกมสูสี และกำลังจะตีลูกที่เป็น Match Point
3. การที่ต้องแข่งขันเป็นคู่ตัดสินในการแข่งขันประเภททีม
4. การแข่งขันในท่ามกลางคนดูและเสียงเชียร์ของฝั่งตรงข้าม
5. การเล่นไม่ได้ตามแผน การเสียคะแนนติดกันหลายคะแนน
6. การมีคะแนนนำหลายคะแนนแต่คู่แข่งสามารถทำคะแนนไล่มาจนคะแนนเท่ากัน
7. มีความคาดหวังเกี่ยวกับผลการแข่งขันสูง
8. การนำผลการแข่งขันไปผูกติดกับรางวัลที่จะได้รับ (แทนที่จะผูกติดกับวิธีการเล่น)

สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้นักกีฬามีความกดดันมากกว่าในขณะฝึกซ้อม และพัฒนาได้ยากกว่าการฝึกเทคนิคหรือการฝึกด้านร่างกายอย่างมาก

การพัฒนากระบวนการคิดและการพัฒนาจิตใจ ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคนิคทักษะและร่างกาย เป็นสิ่งที่มีผลต่อการต่อยอดความสามารถในระยะยาวของนักกีฬา ดังนั้น ผู้ฝึกสอนจึงต้องพัฒนาตนเองด้วยการทำความเข้าใจหลักและวิธีการต่างๆ ในการควบคุมตนเอง เพื่อจะได้ถ่ายทอดให้กับนักกีฬาได้อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับการฝึกด้านทักษะและร่างกายด้วย

การฝึกซ้อมกีฬาเพื่อการแข่งขันจึงเป็น “กระบวนการ” ที่ประกอบด้วย การพัฒนานักกีฬาตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการฝึกซ้อมพื้นฐานแต่ละด้าน เพื่อต่อยอดไปสู่เทคนิคการเล่นหลากหลายรูปแบบ เรียนรู้การนำแต่ละเทคนิคมาใช้ร่วมกัน แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละสถานการณ์การแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยการ “ควบคุมตนเอง” (Self Control) ให้สามารถเล่นได้ดีภายใต้สถานการณ์ที่มีความกดดัน

Link สร้างพื้นฐานและเชื่อมโยงความสามารถ
Relate เชื่อมโยงความสามารถกับสถานการณ์
Transfer ถ่ายทอดความสามารถไปสู่การเล่นจริง
PERFORM คงประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่มีความกดดัน

“การพัฒนานักกีฬาไม่ใช่การค้นหาทางลัด แต่คือการค้นหาลำดับที่ถูกต้อง”

หมายเหตุ : ความกดดัน เป็นเรื่องที่เกิดจากความคิดและจิตใจ วิธีการควบคุมหรือเอาชนะความกดดัน จึงต้องมุ่งไปที่การให้ความรู้เกี่ยวกับ การ “ฝึกคิด” เพื่อนำไปสู่การ “พัฒนาจิตใจ” ที่ต้องลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะยกตัวอย่างวิธีการฝึก “การควบคุมความกดดันของตนเอง” (Self Control) ไว้ในครั้งต่อไป ครับ

ฝึกไป คิดไป P4

18/08/2026

P4 Perception ep.14 : ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว

บางครั้งการพยายามมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น หากเราเดินผิดทิศทางเรากลับกำลังเดินออกห่างเป้าหมายเสียมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น “การหยุดเพื่อทบทวนและปรับทิศทาง” จึงเป็นความแข็งแกร่งมากกว่าการฝืนเดินต่อครับ

การตระหนักรู้ การกล้าที่จะหยุดและการปรับทิศทางของการฝึกซ้อมด้วยสิ่งที่ดีกว่า ด้วยการหันมาศึกษา “ระบบและลำดับการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน” จึงเป็นทางเลือกที่เราควรทำ

หากเราต้องการก้าวไปข้างหน้า ต้องการประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมและต้องการ “มาตรฐานสากล” เราต่างต้องทบทวนดูว่า สิ่งที่เราทำกันอยู่นั้นเรากำลังฝืนหรือผลักดันตัวเองด้วยความเชื่อ..อยู่หรือเปล่า หรือเป็นเพราะว่า การทำตาม “ความเคยชิน” ทั้งที่มันเป็นภาพลวงตา โดยที่เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่ยากลำบากที่จะยอมรับ

ดังนั้น เราจึงต้องระลึกรู้ในใจด้วยว่า ความแข็งแกร่งในการพัฒนานักกีฬาที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการพยายามเดินหน้าต่อไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความกล้าที่จะหยุด มองให้เห็นภาพลวงตา (ปริมาณมากขึ้นแต่คุณภาพไม่ได้ขยับตาม) และปรับเปลี่ยนวิธีการของตัวเอง ด้วยการหยุดวงจรเดิมๆ และนำการตระหนักรู้กลับคืนมา

“เราต้องพยายามให้ถูกทาง ไม่ใช่เพียงพยายามให้มากขึ้น”

ความพยายามที่มากขึ้นไม่ใช่คำตอบเสมอไป แต่ทิศทางที่ดีขึ้นต่างหากที่สำคัญ

ความต้องการ “ผลงาน” เพื่อการเป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นอีกหนึ่งใน “ดาบสองคม” ที่มีคมหนึ่งเป็นผู้ทำร้าย “ระบบ” โดยไม่รู้ตัว เพราะ ผลงานระยะสั้นนั้นมันไม่จำเป็นต้องวางรากฐานเหมือนกับผลงานในระยะยาว เมื่อเป็นเช่นนั้น “หากสังคมคิดเช่นนี้” แล้วจะมีใครเอาใจใส่เรื่องระบบ และในที่สุด

“ผลงานระยะสั้นที่เราชื่นชม กลับกลายเป็นตัวทำลายผลงานในระยะยาวที่เราต้องการ”

การปรับเปลี่ยน “ความคิด” ร่วมกันเรียนรู้ “หลักการ” เพื่อการสร้าง “ระบบ” และ “การลงมือทำ” อย่างเป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งมันก็คือ ธรรมชาติของพัฒนาการของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ความเร่งรีบไม่ใช่ทางออกและมันสวนทางกับธรรมชาติของการเรียนรู้ของตัวเราเองตลอดมา

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของมนุษย์นั้น มันเป็นไปได้ที่บางคน เรียนรู้และพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะใช้วิธีการข้ามขั้นตอนกับคนเหล่านั้น เพียงแต่เราสามารถใช้เวลาฝึกในแต่ละขั้นตอนได้สั้นกว่าหรือน้อยกว่านักกีฬาทั่วไป

ทั้งนี้ คำถามที่น่าสนใจ คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น มันคือการทำตามความเชื่อ หรือ การทำตามหลักการ ซึ่งมีคำตอบง่ายๆ คือ

“การทำตามความเชื่อ” มักจะหาเหตุผลได้ไม่ชัดเจน และส่วนใหญ่แล้วสิ่งนั้นจะเกิดผลดีกับเพียงแค่นักกีฬาบางคนเท่านั้น ปัญหาที่เคยเกิดยังคงเกิดขึ้นในแบบเดิม วกวนแบบเดิม เพราะ เรามีวิธีการที่เหมือนเดิมมากกว่าการทำตามวิธีการใหม่ๆ ที่วิทยาศาสตร์ให้การยอมรับ

“การทำตามหลักการ” เป็นสิ่งที่มีเหตุผลพิสูจน์ได้ว่า เมื่อทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ทำไมต้องทำแบบนั้น แต่ละขั้นตอนมีวิธีการอย่างไร ผลลัพธ์จะเริ่มปรากฎเมื่อใดและโดยส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกคน แต่สิ่งที่เป็นข้อเสียของหลักการ คือ มันไม่สามารถเกิดผลได้ในเวลาอันสั้น

ในการฝึกซ้อมกีฬาแต่ละครั้งโดยอาศัยหลักการจึงมีสิ่งที่พึงระลึกเสมอ คือ

การรับรู้ว่าเรากำลังทำอะไร → นั่นคือ เป้าหมาย
ทำไปเพื่ออะไร → นั่นคือ เหตุผล
อยู่ในขั้นตอนไหน → นั่นคือ การประเมินความสามารถเพื่อจัดแบบฝึกซ้อมอย่างเหมาะสม
ต้องทำอย่างไร → นั่นคือ วิธีการปฏิบัติเพื่อการบรรลุเป้าหมาย
ควรปรับอะไรต่อไป → นั่นคือ การพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน

หากสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เรายังตกหล่นไปในระหว่างการฝึกซ้อมหรืออาจตกหล่นไปเพียงบางส่วน เราคงต้องใช้แนวคิดที่ว่า

“หากเราต้องการสิ่งที่ไม่เคยมี เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ”

ความสำเร็จในครั้งก่อน ไม่ได้การันตีว่า จะทำให้เกิดความสำเร็จในครั้งถัดไป และหากความสำเร็จที่ต้องการนั้น มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เราเคยทำได้แล้วละก็ เราย่อมไม่สามารถใช้เพียงวิธีการแบบเดิมได้อีกต่อไป เราจะต้องช่วยกัน “เติมสิ่งที่ขาดและตัดสิ่งที่เกิน” โอกาสของความก้าวหน้าจึงจะมีมากขึ้น

ฝึกไป คิด ไป P4

15/08/2026

P4 Learning ep. 80 : ความแตกต่างของคำว่า “เคล็ดลับ” กับ “ระบบ”

เนื่องจาก การพัฒนาความสามารถของมนุษย์มีลักษณะเป็น “ระบบที่ต่อเนื่องกัน” ความสามารถหนึ่งมักเป็นพื้นฐานให้อีกความสามารถหนึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็น “กระบวนการ” ที่มีจุดเริ่มต้นและพัฒนาไปอย่างเป็นขั้นตอน (ตามที่ได้กล่าวไว้ใน P4 Perception Ep.11) เช่น

เกิดการรับรู้ (ว่ากำลังจะฝึกอะไร) แล้วจึงเกิดกระบวนการตอบสนองด้วยการคิด การสั่งการ การควบคุมร่างกาย เกิดการใช้แรง เกิดการเคลื่อนไหว เกิดเป็นท่าทางการตี เกิดเป็นเทคนิคที่ฝึก เรียนรู้การประยุกต์ใช้จากการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจอย่างเหมาะสมในขณะแข่งขัน ฯลฯ

ถ้าองค์ประกอบก่อนหน้ายังไม่พร้อม แต่รีบไปพัฒนาขั้นถัดไป นักกีฬาอาจสามารถ “ทำแบบฝึกนั้นได้” แต่ไม่ได้หมายความว่าเขา พัฒนาความสามารถที่แท้จริงได้

ยกตัวอย่างเช่น

นักกีฬายังควบคุมสมดุลร่างกาย จังหวะการตีและการเคลื่อนไหวได้ไม่ดี แต่ไปฝึกเทคนิคที่ต้องใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่พร้อมกับการตีลูกด้วยความรุนแรง นักกีฬาจึงแค่จำรูปแบบการตีเทคนิคนั้นได้ แต่ไม่สามารถปรับใช้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เมื่อเข้าสู่การแข่งขันจริง เทคนิคที่ทำได้ตอนซ้อมจึงหายไป

นี่คืออีกเหตุผลสำคัญที่เกิดกับนักกีฬาจำนวนมากที่ “ทำได้ในขณะฝึกแต่นำไปใช้ในเกมไม่ได้”

แล้วเพราะเหตุใด จึงมีผู้ฝึกสอนและนักกีฬาจำนวนไม่น้อยที่ต้องการ “เคล็ดลับ” ในการพัฒนาความสามารถมากกว่า การมองหาวิธีการฝึกอย่างเป็น “ระบบ”

คำตอบ คือ สมองของมนุษย์ชอบ “ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเห็นได้ชัด” มากกว่าการรอคอยและการมองไม่เห็นผลลัพธ์ตรงหน้า เช่น การตัดสินใจทันทีว่า

“ดี..เมื่อนักกีฬาตีลูกลงโต๊ะ”

ทั้งที่ท่าทาง การวางเท้าหรือจังหวะการตียังขาดๆ เกินๆ และมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่ แต่กลับไปมองแค่ผลลัพธ์ คือ “การตีลงโต๊ะ เท่ากับ ดี”

ในทางกลับกัน นักกีฬากำลังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้และปฏิบัติบางเทคนิคได้ดีขึ้น มีท่าทางและจังหวะการตีที่มีความแน่นอนมากขึ้น แต่เมื่อบางครั้งนักกีฬาตีลูกพลาด กลับถูกตัดสินในทางลบทันทีว่า “ทำไม..จึงทำไม่ได้ซะที” แทนที่จะมองว่า นักกีฬากำลังทำได้ดีและมีความก้าวหน้าอย่างเป็นลำดับ

“ความแน่นอน แม่นยำ รวดเร็ว รุนแรง พลิกแพลงการเล่นได้ดี ทำซ้ำเทคนิคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำสิ่งที่ฝึกซ้อมไปใช้ในการแข่งขันได้จริง” คือ สิ่งที่เราต้องการ

แต่สิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มนักกีฬาที่ยังไม่มีประสบการณ์การฝึกซ้อมและแข่งขันมากนัก เมื่อ “เราต้องการทุกอย่างในเวลาเดียวกัน” เราจึง “เร่งรีบ” มากกว่าการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อการพัฒนาความสามารถไปสู่จุดสูงสุดของนักกีฬาแต่ละคนอย่างมาก

เราจึงมักได้ยินคำถาม เช่น
- ทำอย่างไรให้ตีแรงขึ้น
- ทำอย่างไรให้เร็วขึ้น
- ทำอย่างไรให้เสิร์ฟดีขึ้น
- ทำอย่างไรให้ชนะ
- มีแบบฝึกอะไรที่ทำให้เก่งเร็ว
- นักกีฬาระดับโลกฝึกกันอย่างไร (เพื่อจะได้เลียนแบบ)
- มีเทคนิคอะไรที่คนอื่นไม่รู้ (คิดว่าความเก่งต้องมีเคล็ดลับพิเศษ)

อย่างไรก็ตาม คำถามหรือความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดไปเสียทั้งหมด แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า คำถามเหล่านั้นมักเกิดจาก “ความต้องการที่จะได้ผลลัพธ์เร็วๆ” และมันเป็นสิ่งที่ข้ามขั้นตอนโดยที่เราไม่รู้ตัวว่า มันเกิดความขัดแย้งในกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติของตัวเราเอง

เปรียบเสมือน : “การที่เรานำคำตอบหรือผลลัพธ์ของคนที่อยู่ปลายทาง มาใช้กับเราที่อยู่ต้นทาง”

สำหรับนักกีฬาระดับสูงอาจใช้แบบฝึกหนึ่งเพื่อพัฒนาความสามารถเฉพาะด้าน เพราะเขามีพื้นฐานที่รองรับแบบฝึกนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้านักกีฬาที่พื้นฐานยังไม่พร้อม แต่กลับไปทำแบบเดียวกัน (เอาแบบฝึกของคนเก่งๆ มาใช้) ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นี่คือ ความแตกต่างของคำว่า “เคล็ดลับ” กับ “ระบบ”

เคล็ดลับ เน้นไปที่ การทำอย่างไรให้เก่งได้เร็วที่สุด และอาจช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น

ระบบ เน้นไปที่ การฝึกอย่างเป็นลำดับที่ถูกต้อง อะไรเป็นพื้นฐานที่ต้องฝึกก่อน อะไร คือ ลำดับต่อไป และการต่อยอดความสามารถจะต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านใดเข้ามาช่วยอีกบ้าง เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของนักกีฬาในระยะยาว

***ข้อควรระวังของการฝึกที่เน้น เคล็ดลับ คือ

“การข้ามขั้นตอนเป็นสิ่งที่มีต้นทุนที่ซ่อนอยู่และยากต่อการถอนคืน“

เมื่อการฝึกข้ามขั้นตอน นักกีฬาอาจไม่ได้หยุดพัฒนาในทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น คือ นักกีฬาจะสร้าง “วิธีชดเชย” ขึ้นมาแทน เช่น

เมื่อพื้นฐานการเคลื่อนไหวยังไม่ดี จึงใช้แขนมากขึ้นเพื่อชดเชย

เมื่อการควบคุมร่างกายยังไม่ดี จึงใช้ความเร่งรีบหรือพละกำลังเข้าช่วยแทนการตีอย่างมีจังหวะ

เมื่อการตัดสินใจยังไม่ดี จึงเล่นตามคำสั่งหรือรูปแบบที่จำมา

เมื่อการอ่านสถานการณ์ยังไม่เกิด จึงจำรูปแบบการเล่นแทนการอ่านเกม

ในช่วงแรกอาจดูเหมือนว่า “เก่งขึ้น” แต่เมื่อระดับการแข่งขันสูงขึ้น ข้อจำกัดเหล่านี้จะเริ่มปรากฏชัดขึ้นและยิ่งสร้างวิธีการฝึกซ้อมเหล่านี้ซ้ำมากเท่าไร การแก้ไขในภายหลังก็ยิ่งยากขึ้น

การฝึกซ้อมที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมี “แบบฝึกมากมาย” ผู้ฝึกสอนที่ดีไม่จำเป็นต้องมีแบบฝึกเยอะที่สุด แต่ต้องมีคำถามพื้นฐานในใจและตอบได้ว่า

“นักกีฬาแต่ละคนต้องพัฒนาอะไรในตอนนี้”

“ทำไมสิ่งนี้จึงต้องมาก่อนสิ่งอื่น”

“เมื่อความสามารถนั้นเกิดขึ้นแล้ว จะเชื่อมต่อไปยังความสามารถถัดไปอย่างไร”

Link - Relate - Transfer ที่ได้กล่าวไว้ใน P4 Learning ep. 79 จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะ มันคือ แนวทางของ “การจัดลำดับการพัฒนาความสามารถของนักกีฬาในระยะยาว”

Link : สร้างพื้นฐานและเชื่อมโยงความสามารถ
Relate : เชื่อมโยงความสามารถกับสถานการณ์
Transfer : ถ่ายทอดความสามารถไปสู่การเล่นจริง

การฝึกซ้อมแต่ละครั้งจึงไม่ควรมีแค่เพียงคำถามที่ว่า “นักกีฬาทำแบบฝึกนั้นได้หรือยัง” แต่ควรถามว่า “ความสามารถที่เกิดจากแบบฝึกนั้น สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้หรือยัง” ถ้าคำตอบคือ ยังนำไปใช้จริงไม่ได้ ก็เท่ากับว่า ในการฝึกซ้อมยังขาดขั้นตอนของการเชื่อมโยงและการถ่ายโยงสิ่งที่ฝึกสู่การนำไปใช้อย่างเป็นลำดับ (หรือการทำซ้ำยังไม่มากพอ)

ดังนั้น “การพัฒนานักกีฬาไม่ใช่การค้นหาทางลัด แต่คือการค้นหาลำดับที่ถูกต้อง”

เพราะเมื่อ ลำดับถูกต้อง แบบฝึกที่เหมาะสมจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และนักกีฬาจะไม่ใช่แค่เพียง “เรียนรู้สิ่งใหม่” แต่จะสามารถ “ต่อยอดสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง” จนกลายเป็นความสามารถที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสพัฒนาไปสู่ความสามารถ “สูงสุดของตนเอง” ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกซ้อมอย่างเป็น “ระบบ” เท่านั้น

ฝึกไป คิดไป P4

03/08/2026

P4 Learning ep. 79 : “Link - Relate - Transfer” ลำดับการพัฒนาความสามารถของนักกีฬา

“แบบฝึกซ้อมที่เหมาะสม คือ จุดเชื่อมต่อระหว่างเป้าหมาย กับ ความจริง”

นอกจากเรื่อง ความชัดเจนของเป้าหมายและวิธีการที่สอดคล้องกัน ความยากง่ายของตัวแบบฝึกที่จะต้องเหมาะสมกับระดับความสามารถของนักกีฬาแล้ว

“การจัดลำดับแบบฝึก จากการฝึกแบบทั่วไปที่นักกีฬาทำได้อยู่แล้วมาเชื่อมโยงกับทักษะใหม่ - ฝึกให้นักกีฬาเรียนรู้การเชื่อมโยงแต่ละเทคนิคเข้าด้วยกัน เรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นในแต่ละสถานการณ์ด้วยการเพิ่มความยากหรือความซับซ้อนของแบบฝึกมากขึ้น - นำแบบฝึกนั้นมาเริ่มด้วยการเสิร์ฟหรือรับลูกเสิร์ฟ แล้วคิดหาวิธีการนำแบบฝึกนั้นไปวางแผนการเล่นเพื่อใช้ในการฝึกซ้อมนับเกมและจบด้วยการทำคะแนน” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเทคนิคที่กำลังฝึกซ้อมในแต่ละครั้ง ให้สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันได้จริงมากขึ้น

ในที่นี้ จึงขอนำเสนอแนวทางการกำหนดแบบฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาระดับแข่งขันที่มีทั้งการฝึกฟุตเวิร์คและเทคนิคบางอย่าง มาเป็นตัวอย่างให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาได้ทบทวนกัน โดยเรียงลำดับดังนี้

1. การฝึกฟุตเวิร์คหรือเทคนิค “แบบที่ไม่ซับซ้อน”

เริ่มจากรูปแบบที่ทำได้อยู่แล้ว เน้นไปที่การตีให้มีความแน่นอนหรือความต่อเนื่อง เป็นการทบทวนท่าทางการตีแต่ละเทคนิคทักษะ จังหวะการตี การสัมผัสลูก การใช้แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อสร้างการรับรู้วิธีการและความรู้สึก (Feeling) ที่ดี ยกตัวอย่างเช่น
1. การฝึกฟุตเวิร์ค Fh Drive 2 จุด
2. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh ฉากตัวตี Fh จากคอร์ท Bh
3. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh-ฉาก-Bh-Fh
4. การฝึกเทคนิคการบุกด้วย Fh Topspin “ลูกหนัก” จากคอร์ทโฟร์แฮนด์ โดยการป้อนลูก
5. การใช้ Fh Topspin เส้นตรงสลับฉีกข้างและกลางโต๊ะ แบบต่อเนื่อง
6. การรับลูกเสิร์ฟสั้นด้วยการ “วางสั้น” โดยการป้อนลูก

2. แบบฝึกที่มีความซับซ้อนหรือมีความยากมากขึ้น เพื่อการสร้างและเชื่อมโยง (Link) ทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ

การพัฒนาแต่ละเทคนิคให้มีทิศทาง ตำแหน่งจุดลง การหมุน ความเร็ว ความรุนแรง ความแน่นอนแม่นยำและการพลิกแพลงได้อย่างหลากหลาย จะต้องอาศัยความพร้อมด้านร่างกาย มีการสังเกต การใช้ความคิดและจิตใจที่มีสมาธิ มีความมุ่งมั่นมากขึ้น ยกตัวอย่าง (จากแบบฝึกเดิมที่ทำได้อยู่แล้วในข้อ 1) เช่น
1. การฝึกฟุตเวิร์ค Fh Drive 2 จุด
“เป็นการตี Fh Topspin 2 จุด” (เพิ่มความยากด้วยการปรับท่าทาง จังหวะและเทคนิคการตีที่มีพื้นฐานมาจากการตี Fh Drive ฯลฯ)

2. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh ฉากตัวตี Fh จากคอร์ท Bh
“ตี Bh เส้นตรง ฉากตัว Fh ตีทแยงมุม” (เพิ่มความยากด้วยการกำหนดทิศทาง เป็นการเพิ่มจุดเน้นให้นักกีฬาต้องมีสมาธิอยู่กับการตีตลอดเวลา ฯลฯ)

3. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh-ฉาก-Bh-Fh
“ใช้ Fh ตีใส่คอร์ท Bh ใช้ Bh ตีใส่คอร์ท Fh” (เพิ่มความยากด้วยการกำหนดทิศทาง ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจึงเป็นการฝึกให้นักกีฬาใช้ความพยายามและมีสมาธิกับการตีมากขึ้นด้วย ฯลฯ)

4. การฝึกเทคนิคการบุกด้วย Fh Topspin “ลูกหนัก” จากพื้นที่สามส่วนสี่โต๊ะ
(เพิ่มความยากด้วยการเริ่มจากการเสิร์ฟ ซึ่งต้องสังเกตการหมุน ทิศทาง และจังหวะการกระดอนของลูก เพื่อการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งการตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ)

5. การใช้ Fh Topspin เส้นตรงสลับฉีกข้างและกลางโต๊ะ แบบต่อเนื่อง
“ตีไปตำแหน่งกลางโต๊ะให้มีความแรงมากกว่าการตีฉีกข้างและเส้นตรง” (เพิ่มความยากด้วยการเพิ่มแรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นการฝึกควบคุมการใช้แรงในทุกทิศทางของการตี ซึ่งมีผลต่อการทรงตัวและความพร้อมในการตีครั้งต่อๆ ไปที่ลูกจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ฯลฯ)

6. การรับลูกเสิร์ฟสั้นด้วยการ “วางสั้น” จากการเสิร์ฟของฝั่งตรงข้าม
“หากใช้ Fh ให้ตีเส้นตรง หากใช้ Bh ให้ตีทแยงมุม” (เพิ่มความยากด้วยการอ่านการหมุนของลูก การกำหนดทิศทางการตีและกระตุ้นให้นักกีฬามีสมาธิอยู่เสมอ ฯลฯ)

การเพิ่มเงื่อนไขตามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เป็นการกระตุ้นให้นักกีฬาต้องใช้ “ความพยายาม” พร้อมกับมี “สมาธิ” ในการฝึกซ้อมมากขึ้น เพราะต้องตีให้ได้ตามเงื่อนไขหรือ “จุดเน้น” ในขณะที่ตัวแบบฝึกมีความท้าทายกว่าการตีแบบปกติที่ทำได้อยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเทคนิคและการเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักกีฬามีสติและสมาธิมากขึ้น มีความคุ้นเคยกับการเคลื่อนที่เข้าหาลูกที่มีความหลากหลายทั้งจังหวะการตี การควบคุมหน้าไม้ การใช้แรงเพื่อควบคุมลูกให้ลงโต๊ะในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน นักกีฬาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ที่ต่อยอดจากทักษะเดิมอย่างเหมาะสม จึงช่วยให้การเล่นเกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นลำดับ

3. เริ่มจากการเสิร์ฟหรือการรับลูกเสิร์ฟในทุกแบบฝึก เพื่อการเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคทักษะเข้ากับเทคนิคอื่นๆ (เสิร์ฟ รับลูกเสิร์ฟ บุก ตั้งรับ สวนกลับและการตีโต้) รวมทั้งการปรับวิธีการเล่นให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม

จากหลักคิดง่ายๆ คือ เกมการแข่งขัน “เริ่มจากการเสิร์ฟและรับลูกเสิร์ฟเสมอ” ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่แบบฝึกซ้อมฟุตเวิร์คและการฝึกทุกๆ เทคนิค จะต้องได้รับการฝึกที่ “เชื่อมโยง” เข้ากับการเสิร์ฟหรือรับลูกเสิร์ฟ ซึ่งจะมีความซับซ้อนและสมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ “การหมุน” หลายชนิดและมีความหมุนหลายระดับ รวมทั้ง “จุดลง” ของลูกที่มักจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ การหมุนและจุดลงที่แตกต่างกันดังกล่าว ส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยน “จังหวะ” การเข้าตีอย่างเหมาะสม “มีช้ามีเร็ว” ลูกมีความหมุนมาก-หมุนน้อย เคลื่อนที่สูง-ต่ำ ซ้าย-ขวา และอาจมีความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ นักกีฬาจึงต้องมีความพร้อมในการเล่นตลอดเวลา

ความซับซ้อนของแบบฝึกที่มีมากขึ้น ส่งผลให้นักกีฬาได้เรียนรู้วิธีการเชื่อมโยง (Relate) เทคนิคแต่ละอย่างไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันทั้งในกรณีที่เป็นฝ่ายบุกและฝ่ายตั้งรับ ช่วยให้นักกีฬาพลิกแพลงเทคนิคการเล่นได้หลากหลาย มีความสามารถในการคิดการตัดสินใจใช้แต่ละเทคนิคในช่วงเวลาสั้นๆ ได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า การฝึกซ้อมรูปแบบใดๆ ก็ตาม ที่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงเข้าสู่การเสิร์ฟ การรับลูกเสิร์ฟหรือการผสมผสานเทคนิคต่างๆ เข้าด้วยกัน การฝึกซ้อมนั้นเป็นการฝึก “เพื่อการพัฒนาเฉพาะเทคนิคมากกว่าการฝึกเพื่อนำเทคนิคไปใช้ในการแข่งขัน” ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาที่ดี จึงต้องไม่เพียงแต่ฝึกหรือพัฒนาที่ตัวเทคนิค จนลืมให้ความสำคัญเรื่อง “วิธีการนำไปใช้” ในการแข่งขันด้วย

4. การฝึกซ้อม “แบบนับเกม” ที่ไม่ใช่เป็นแค่เพียงการนับเกม หมายถึง การนับเกมที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะต้องมีการ “นำเทคนิคและรูปแบบที่ฝึกซ้อมในวันนั้น” มากำหนดเป็นเงื่อนไขในการเล่นเสมอ การ “ลืม” หรือขาดการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงเป็นหนึ่งในที่มาของคำว่า “ซ้อมอย่าง..แข่งขันทำอีกอย่าง”

การฝึกซ้อมนับเกมที่ทำอยู่เป็นประจำ แต่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการใช้เทคนิคที่ฝึกซ้อมมาอย่างจริงจัง ส่งผลให้นักกีฬาอาจมีเทคนิคที่ดี (ที่เกิดจากการฝึก) แต่ไม่สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจากการไม่กำหนดเงื่อนไขในช่วงที่มีการ “ฝึกซ้อมนับเกม” นักกีฬาจะมีแค่เพียงเทคนิคทักษะที่ฝึกซ้อมมา (Link) และอาจมีการเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคที่มีความยากหรือความซับซ้อนเข้าด้วยกันได้ แต่หากขาดการถ่ายโยง (Transfer) ไปสู่วิธีการวางแผนการเล่นหรือการประยุกต์ใช้เทคนิคให้เกิดประโยชน์และความได้เปรียบในขณะนับเกมหรือแข่งขัน ก็เท่ากับว่า การฝึกซ้อมนั้นยังขาดการจัดลำดับขั้นตอนที่สมบูรณ์

การฝึกซ้อมที่ขาด :

1. การสร้างและเชื่อมโยง (Link) ทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ
2. การเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคทักษะเข้ากับเทคนิคอื่นๆ และการปรับวิธีการเล่นให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม
3. วิธีการถ่ายโยง (Transfer) สิ่งที่ฝึกมาทั้งหมดเข้าสู่ “การใช้” ในขณะนับเกมหรือแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยความสามารถในการสังเกต การวิเคราะห์ การมองเห็นสถานการณ์ การคาดการณ์และการตัดสินใจเลือกเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเล่น ณ ขณะนั้น

การขาดรายละเอียดดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการ “ฝึกซ้อมมาก..ใช้จริงได้น้อย”

ดังนั้น “การจัดลำดับแบบฝึก” ในการฝึกซ้อมแต่ละครั้งโดยเริ่มจาก การฝึกให้นักกีฬาเกิดการเรียนรู้การสร้างและเชื่อมโยงทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ (Link) แล้วจึงพัฒนาต่อด้วยแบบฝึกที่มีการเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคทักษะเข้าด้วยกัน ด้วยแบบฝึกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เน้นการสร้างความสัมพันธ์เรื่องจังหวะการเล่น การปรับหน้าไม้ การสัมผัสลูก การใช้แรง และการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งการตีแต่ละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้นักกีฬาเรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาต่อไปสู่แบบฝึกที่เน้นการกระตุ้น “กระบวนการคิด” การสังเกตเห็นและเลือกใช้เทคนิคที่ทำให้เกิดความได้เปรียบ เพื่อให้เกิดการถ่ายโยง (Transfer) เทคนิคต่างๆ ไปยังกระบวนการเล่นในขณะแข่งขัน ที่เรียกว่า แทคติกหรือกลยุทธ์ในการเล่นได้อย่างหลากหลาย จึงเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาต้องทำความเข้าในกันให้มากขึ้น

กล่าวโดยสรุป คือ กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถ ด้วยการสร้างและเชื่อมโยงทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ การเชื่อมโยงแต่ละเทคนิคเข้าสู่แบบฝึกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และนำไปสู่การถ่ายโยงเทคนิคให้กลายเป็นแทคติกหรือกลยุทธ์การทำคะแนนซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจมากขึ้น

“Link - Relate - Transfer”

จึงเป็น “หัวใจ” ของการพัฒนาการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง และส่งผลต่อลำดับการพัฒนาความสามารถของนักกีฬาให้มีความก้าวหน้าและสามารถนำสิ่งที่ฝึกซ้อมไปใช้ในการแข่งขันได้จริง

ฝึกไป คิดไป P4

27/07/2026

P4 Perception ep.13 : “นักทำนาย และ นักเดินทาง”

ผู้ฝึกสอน : เปรียบเสมือน “นักทำนาย” หรือ “ผู้ชี้ทาง” สู่ความสำเร็จให้กับนักกีฬา

นักกีฬา : เปรียบเสมือน “นักเดินทาง” สู่เป้าหมายที่ตนเองและผู้ฝึกสอนตั้งใจไว้

โดยมีรูปแบบและวิธีการฝึกซ้อมเป็น “เครื่องมือ”
ในการทำเป้าหมายหรือความฝันให้กลายเป็นความจริง

ผู้ฝึกสอน จึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการพัฒนานักกีฬาและมี “ทัศนคติที่ถูกต้อง” เสมอ

นักกีฬา จึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการพัฒนาความสามารถ มีวินัย มีความมุ่งมั่น มีความพยายามและความอดทน

เป้าหมายหรือความฝัน จะต้องมี “วิธีการฝึกซ้อมที่เหมาะสม + มีความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ

เป้าหมายหรือความฝัน จึงจะเกิดขึ้นจริงหรือประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

25/07/2026

P4 Perception ep.12 : ความรู้ว่า “ตัวเองไม่รู้” (ช่วยให้เกิดการเรียนรู้)

พระบรมราโชวาท พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ข้อหนึ่งมีความว่า “อย่าอาย หากจะบอกใครว่า ไม่รู้”

เป็นคำสอนที่เป็นทั้งการให้กำลังใจและเป็นการเตือนสติให้กับประชาชนคนไทยได้สนใจที่จะศึกษาเรียนรู้ “สิ่งที่ยังไม่รู้” เพื่อความก้าวหน้าของหน้าที่การงานที่ตนทำ

ในที่นี้ จึงขอนำเสนอตัวอย่างแนวความคิดเกี่ยวกับคำว่า “ความรู้” ของ “ผู้รู้” ที่มีความรู้ระดับรู้แจ้งหรือเป็นอัฉริยะ มาเป็นแนวทางให้เราได้คิดพิจารณาตัวเราเอง โดยมีคำกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

คำสอนสำคัญ ที่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้สอนไว้ในเรื่อง แสวงหา “ปัญญา” ไปๆ มาๆ กลับตกหลุม “ทิฏฐิ” ท่านกล่าวไว้ว่า

เรื่องปัญญากับทิฏฐิ "ปัญญา" คือ ความรู้ความเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ แต่ในขณะที่เราแสวงหาปัญญาอยู่นั้น ก็มักจะตกหลุมอีกแห่งหนึ่งขึ้นมา คือ พอเราได้รู้อะไรนิดๆ หน่อยๆ เราจะเริ่มลงความเห็น สิ่งที่กลายเป็นความเห็นของเรานี้ ท่านเรียกว่า “ทิฏฐิ" คนบางพวกมีความโน้มเอียงที่จะลงความเห็นง่าย พอลงความเห็นไปแล้ว ตัวเองยังไม่ทันเข้าถึงความจริง ก็เลยติดอยู่ในความเห็นอันนั้นเอง ทั้งที่เพิ่งได้ความจริงเพียงแง่หนึ่งด้านเดียว อันนั้นก็กลายเป็น “ทิฏฐิ" ไปเสียแล้ว พอลงเป็นทิฏฐิแล้ว เจ้าทิฏฐินั้นก็

1. กลายเป็นตัวอุปสรรค มาขัดขวางตัวเอง ไม่ให้แสวงหาปัญญาต่อ ก็เลยเข้าไม่ถึงความจริง
2. เป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะตัวเองจะดื้อรั้นให้เป็นไปตามทิฏฐิของตน จนบางทีถึงกับไปบังคับคนอื่นให้เห็นตาม

ฉะนั้น "ทิฏฐิ" จึงมีบทบาทสำคัญในกระบวนการพัฒนาปัญญา แต่พอมันเกิดขึ้นแล้วกลับเป็นอันตราย ทั้งกับตัวเองและทำร้ายผู้อื่นด้วย จึงมีปัญหาว่าทำอย่างไรจะไม่ให้คนตกลงไปอยู่ใต้ทิฏฐิ เราจะได้ก้าวหน้าในปัญญาอยู่เสมอ

ดังนั้น คนที่เป็นนักแสวงหาปัญญา จะต้องไม่หลงและถูกครอบงำโดยทิฏฐิของตนเองได้ง่ายๆ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
“The difference between what the most and the least learned people know is inexpressibly trivial in relation to that which is unknown.”
ความแตกต่างระหว่างคนที่มีความรู้มากที่สุด กับคนที่มีความรู้น้อยที่สุดนั้น เล็กน้อยจนแทบไม่อาจกล่าวได้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ทั้งสองคนยังไม่รู้

“If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough.”
หากคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งที่สอน ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ แสดงว่า คุณยังไม่เข้าใจเรื่องนั้นดีพอ

ขงจื๊อ กล่าวไว้ว่า
“รู้ว่ารู้ และรู้ว่าไม่รู้ นั่นคือ ความรู้”
“คนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ คือคนที่รู้มากที่สุด”

ทฤษฎี “The Dunning-Kruger Effect” หรือ ปรากฎการณ์ดันนิง-ครูเกอร์ ที่มีใจความสรุปไว้ว่า “คนที่มีความรู้หรือความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่งน้อย อาจประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง เพราะยังขาดความรู้ที่จะมองเห็นข้อจำกัดและสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้

ในทางกลับกัน เมื่อคนเราเรียนรู้และมีความสามารถมากขึ้น มักจะยิ่งมีความตระหนักได้ว่า เรื่องนั้นมีความซับซ้อนและเห็นชัดเจนขึ้นว่า “ตนเองยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก”

ทฤษฎีนี้สามารถสรุปสั้นๆ ที่สุดได้ว่า

“ยิ่งรู้น้อย ยิ่งอาจคิดว่าตัวเองรู้มาก
ยิ่งรู้มาก ยิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองยังรู้น้อย”

อธิบายด้วยภาพ “กราฟภูเขาแห่งความโง่เขลา” ที่กล่าวว่า “ยิ่งรู้น้อย ยิ่งมั่นใจ” ได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่

ช่วงแรก กราฟพุ่งสูง (มั่นใจผิดๆ) จะเป็นช่วงที่เริ่มเรียนรู้ใหม่ๆ จึงมักจะมีความมั่นใจเต็มร้อยว่า รู้เยอะ ทั้งที่ความรู้ยังน้อยนิด นี่คือ “ยอดเขาแห่งความโง่เขลา”

ช่วงต่อมา “ช่วงดิ่งลงเหว” (รู้ว่าตัวเองไม่รู้) เนื่องจากเมื่อได้ศึกษามากขึ้น ก็จะเริ่มรู้ว่า ตัวเองไม่รู้อะไรเลย ความมั่นใจจึงตกลงทันที อาจถึงขั้นท้อแท้ที่จะเรียนรู้ต่อไป

ช่วงไต่ขึ้นอย่างมั่นคง (ช่วงรู้จริง) เกิดจากการไม่ยอมแพ้ที่รู้ว่า ตัวเองไม่รู้อะไรเลย ด้วยการเรียนรู้มากขึ้น จนมีความรู้ที่แท้จริงและมีความมั่นใจกลับคืนมา

จากคำสอนดังกล่าวฯ สามารถนำมาประยุกต์เป็นตัวอย่างที่เกี่ยวกับการพัฒนานักกีฬา ไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

1. “ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งเห็นว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้” ผู้ฝึกสอน (ที่มีประสบการณ์ยาวนาน) อาจคิดว่า ตนเองมีคำตอบมากพอแล้ว แต่หากได้เรียนรู้ให้ลึกขึ้น จะพบว่า “ทุกคำตอบนำไปสู่คำถามใหม่” ได้เสมอ การเรียนรู้จึงไม่มีจุดหมายปลายทาง การพัฒนาความสามารถทางการกีฬาจึงพัฒนาได้ไม่มีขีดจำกัด

2. “ความรู้ไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นประตูสู่การเรียนรู้ครั้งต่อไป” ในการพัฒนาความสามารถ ผู้ฝึกสอนอาจค้นพบวิธีฝึกที่ได้ผลกับนักกีฬาคนหนึ่ง แต่เมื่อนำไปใช้กับนักกีฬาอีกคนหนึ่ง อาจต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่ เพราะ นักกีฬาแต่ละคนมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ดังนั้น ความสำเร็จครั้งก่อนๆ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จครั้งต่อๆ ไป

3. “คนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง” แต่คือ คนที่พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญสำหรับผู้ฝึกสอนไม่ใช่การเป็นคนที่มีคำตอบมากที่สุด แต่คือ การมีความถ่อมตัวพอที่จะพูดว่า “ผมอาจยังไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด..อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมดที่ผมพูด..เราลองมาร่วมกันหาคำตอบไปด้วยกันครับ” และนี่คือ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่แท้จริง

4. “การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกสรรพสิ่งไม่มีวันหยุดการเปลี่ยนแปลง” ผู้ฝึกสอนที่เคยฝึกนักกีฬาวัย 8 ขวบ จนประสบความสำเร็จระดับสูงมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถใช้วิธีการเดิมทั้งที่เริ่มสอนเด็กคนใหม่ในวัย 8 ขวบเท่ากัน เพราะ ไม่ใช่เด็กคนเดียวกันทั้งในแง่ของร่างกาย ความคิด อารมณ์ ประสบการณ์และยุคสมัย ดังนั้น วิธีที่เคยได้ผลในวันนี้ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในวันพรุ่งนี้ ผู้ฝึกสอนจึงต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่า “นักกีฬาแต่ละคนและช่วงเวลาแต่ละยุคสมัยย่อมมีความเปลี่ยนแปลง” อยู่เสมอ “วิธีการสอนจึงสำคัญกว่าสิ่งที่ตนกำลังสอน”

5. “การเรียนรู้ที่แท้จริง คือ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง” การเรียนรู้ไม่ใช่เป็นเพียงการสะสมข้อมูลหรือตัวความรู้ที่เรียนเท่านั้น แต่คือ การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการตัดสินใจ เปลี่ยนการกระทำ เพื่อจะได้เปลี่ยนผลลัพธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น สิ่งที่ผู้ฝึกสอนต้องตระหนักต่อไป คือ หากเรียนรู้มากขึ้น แต่ยังคิดและทำเหมือนเดิม การเรียนรู้นั้นย่อมไม่เกิดผลที่ดีได้อย่างแท้จริง

6. “ความสำเร็จไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้” นักกีฬาที่ชนะการแข่งขันอาจคิดว่า “ตนเองทำสำเร็จแล้ว” แต่คนที่ต้องการความเป็นเลิศจะคิดว่า “ชัยชนะครั้งนี้บอกอะไรเราบ้าง และจะพัฒนาตัวเองจากชัยชนะนี้ได้อย่างไร” ความต่างของนักกีฬาที่ได้รับชัยชนะกับนักกีฬาระดับไร้เทียมทาน จึงอยู่ที่

“คนหนึ่งมองชัยชนะเป็น จุดจบ
อีกคนมองชัยชนะเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาครั้งต่อไป”

7. “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะความเป็นเลิศไม่มีคำว่า “ดีพอ” (There is no good enough.) ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เราต้องไม่พอใจกับตัวเอง แต่หมายถึง “เราสามารถยอมรับและยินดีกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ และในขณะเดียวกันเรายังเชื่อมั่นว่าเรายังสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ” การเรียนรู้ที่แท้จริง จึงไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแค่ว่า เรารู้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันทำให้เราเห็นชัดขึ้นด้วยว่า ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้

สรุปสุดท้าย ขอตั้งเป็นคำถามที่เกี่ยวโยงกับเรื่อง “ความรู้” ที่อยากให้ผู้ฝึกสอนทุกท่านได้พิจารณา คือ

ทุกเทคนิคทักษะ “การตีแต่ละครั้ง” ย่อมมีการเคลื่อนไหว ทุกการเคลื่อนไหวเกิดจากการใช้แรง หรือ “ออกแรง” มีการรับรู้ การคิด การตัดสินใจ และการตอบสนอง โดยการสั่งงานจากสมอง ดังนั้น หากผู้ฝึกสอน “ขาดการทำความเข้าใจกระบวนการดังกล่าว” ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น การย่อหรือการ “งอสามส่วน” ของร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ลักษณะของแนวแรงที่ส่วนใหญ่แล้วจะต้องถ่ายโยงไปในทิศทางเดียวกันจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดหมาย (จุดลงของลูก) การรักษาสมดุลเพื่อการตีที่มีประสิทธิภาพและสามารถทำซ้ำได้อย่างแน่นอนแม่นยำ ฯลฯ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่กำลังให้นักกีฬาฝึกอยู่นั้น คือ วิธีการที่จะพัฒนานักกีฬาให้มีความก้าวหน้า “อย่างเป็นลำดับและมีฝีมือที่สูงขึ้นได้จริง”

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


ถนน นางลิ้นจี่
Bangkok
10120