Offside - ล้ำหน้าฟุตบอล

Offside - ล้ำหน้าฟุตบอล เราจะพาคุณล้ำหน้าไปกับเราในเรื่องฟุตบอล

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿🇪🇸 มุมมองหลังเกม : เกมที่ Wembley เกือบกลายเป็นคืนแห่งความฝัน ก่อน Spain จะเตือนว่า…แชมป์โลกเขาไม่ได้มาเล่น ๆถ้าจ...
27/09/2026

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿🇪🇸 มุมมองหลังเกม : เกมที่ Wembley เกือบกลายเป็นคืนแห่งความฝัน ก่อน Spain จะเตือนว่า…แชมป์โลกเขาไม่ได้มาเล่น ๆ

ถ้าจะมีเกมไหนที่ทำให้แฟนบอล England เดินกลับบ้านด้วยอารมณ์ประมาณว่า “เออ…มันควรชนะนะ แต่ทำไมแพ้วะ?” เกมนี้คงติดอยู่ในอันดับต้น ๆ

เพราะ England ไม่ได้แพ้แบบโดน Spain ไล่ถล่มจนหาทางกลับบ้านไม่เจอ ตรงกันข้าม พวกเขาเคยพลิกจากตามหลังขึ้นนำ 2-1 เล่นด้วยความดุดันจน Wembley ลุกเป็นไฟ และมีโอกาสหนีเป็น 3-1 จากจุดโทษด้วยซ้ำ

แต่ฟุตบอลระดับนี้มันใจร้ายตรงที่… โอกาสหนึ่งครั้งที่พลาด อาจเปลี่ยนทั้งเรื่องราวของเกม

และเมื่อ England พลาดจุดโทษนั้น Spain ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมืออีก

สุดท้ายทีมแชมป์โลกกลับบ้านพร้อมสามแต้ม หลังจาก Mikel Oyarzabal ยิงประตูชัยให้ Spain บุกชนะ England 3-2 ในเกมเปิดสนาม Nations League กลุ่ม A3 ที่ Wembley อย่างดุเดือดสมกับการเป็นการเจอกันของสองทีมที่เพิ่งผ่านฟุตบอลโลกมาด้วยความคาดหวังมหาศาล (UEFA.com⁠)

แต่ถ้ามองลึกลงไป เกมนี้มีอะไรให้พูดมากกว่าผลแพ้ชนะเยอะมาก

🇪🇸 Spain เปิดเกมเหมือนตั้งใจจะเตือน England ว่า “จำพวกเราได้ไหม?”

แค่ 2 นาที ก็รู้แล้วว่าเกมนี้จะไม่ใช่ค่ำคืนสบาย ๆ ของเจ้าบ้าน

Marc Guéhi พยายามเล่นบอลกลับไปทางประตูตัวเอง แต่การตัดสินใจผิดพลาดเปิดช่องให้ Lamine Yamal ฉกบอลไปได้ ก่อนดาวรุ่งวัย 19 ปีจะพาบอลเข้าไปจบสกอร์ผ่าน James Trafford เข้าไปทางเสาไกลอย่างเยือกเย็น

Wembley เงียบกริบในเวลาไม่ถึงสองนาที

นี่คือสิ่งที่ Spain ทำได้ดีที่สุด พวกเขาไม่จำเป็นต้องครองบอลจนคู่แข่งไม่มีโอกาสแตะบอล แค่รอความผิดพลาดเล็ก ๆ แล้วเปลี่ยนมันเป็นประตูทันที

และหลังจากนั้น Spain ยังมีโอกาสบวกเพิ่มอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะ Ferran Torres ที่เคยส่งบอลเข้าประตูได้ แต่ถูกจับล้ำหน้า ก่อนจะมีอีกหลายจังหวะที่แนวรุกของ Spain หลุดเข้าไปกดดันแนวรับ England ได้ (Sports Mole⁠)

ตรงนี้ต้องให้เครดิต England เหมือนกัน เพราะแทนที่จะเสียทรงหลังโดนนำ พวกเขากลับค่อย ๆ ตั้งสติ แล้วเริ่มไล่บีบ Spain จากแดนบนมากขึ้น

และเมื่อ England เริ่มเล่นฟุตบอลในแบบที่มีความเร็วและความกล้า เกมก็เปลี่ยนทันที

🏴 Gordon จุดไฟ Wembley แล้ว Bellingham ก็เติมน้ำมัน

นาที 36 England ได้ประตูตีเสมอจากจังหวะสวนกลับที่สวยมาก

Elliot Anderson แย่งบอลได้บริเวณนอกเขตโทษของ England ก่อนจ่ายให้ Anthony Gordon จากนั้น Gordon เล่นบอลต่อให้ Jude Bellingham ซึ่งลากบอลขึ้นหน้าแล้วแทงกลับให้ Gordon หลุดเข้าเขตโทษ ก่อนปีกของ England จะยิงผ่าน Unai Simón เข้าไปอย่างเฉียบขาด

จากตามหลัง 0-1 อยู่พักใหญ่ อยู่ดี ๆ Wembley กลายเป็นสนามที่เสียงดังจนเหมือนทุกคนเพิ่งค้นพบว่า England ยังไม่ได้ตกรอบอะไรสักหน่อย

Gordon เล่นได้โดดเด่นมาก

เขาไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว แต่ยังเล่นตรงไปตรงมา กล้าวิ่งเข้าพื้นที่ กล้าดวล และที่สำคัญคือไม่หายจากเกมหลัง Spain ขึ้นนำเร็ว (Sports Mole⁠)

และนี่คือสิ่งที่ England ต้องการจากผู้เล่นแนวรุกมากที่สุด

ไม่ใช่แค่คนที่ยืนรอบอล แต่เป็นคนที่พร้อมวิ่งทำลายแนวรับด้วยตัวเอง

🏴‍☠️ 4 นาทีต่อมา England พลิกเกมเฉย

นาที 40 จากทีมที่กำลังตั้งรับ กลายเป็นทีมที่ขึ้นนำ 2-1

Nico O’Reilly เติมขึ้นมาทางซ้าย ก่อนเปิดบอลเข้าเขตโทษไปยัง Harry Kane ซึ่งขยับเข้าหาบอลแล้วโหม่งไปทางมุมล่าง แต่บอลไปโดน Marc Cucurella เปลี่ยนทางก่อนเข้าประตูไป

เครดิตประตูเป็นของ Kane แต่ถ้าจะให้เล่าตรง ๆ มันมีโชคของเจ้าบ้านปนอยู่พอสมควร

แต่แฟน England ไม่สนหรอกครับ

บอลเข้าก็คือเข้า

Wembley ระเบิดอีกครั้ง

Spain ที่เมื่อ 40 นาทีก่อนยังดูเหมือนควบคุมทุกอย่าง กลับกลายเป็นฝ่ายตามหลัง 1-2 อย่างไม่น่าเชื่อ

Sky Sports ถึงกับชี้ว่า Spain เคยมีโอกาสเหนือกว่าในช่วงต้นเกม แต่ความผิดพลาดของ England กลับถูกตอบโต้ด้วยช่วงเวลา 10 นาทีอันยอดเยี่ยมของเจ้าบ้าน ซึ่งเปลี่ยนเกมไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ (Sky Sports⁠)

😱 จุดเปลี่ยนของเกมอยู่ตรงนี้… Kane กับจุดโทษที่ชนคาน

England เริ่มครึ่งหลังได้ดี และมีโอกาสที่จะทำให้ Spain เสียหายหนักกว่าเดิม

นาที 53 Jude Bellingham ถูก Rodri ทำฟาวล์ในเขตโทษ หลังผู้ตัดสิน Davide Massa ตรวจสอบภาพจากจังหวะย้อนกลับ จึงเปลี่ยนคำตัดสินและมอบจุดโทษให้ England

Harry Kane เดินมาวางบอล

ถ้ายิงเข้า…

3-1

Spain จะต้องเปิดเกมมากขึ้น และ England จะได้พื้นที่สวนกลับมหาศาล

แต่ฟุตบอลไม่ใช่เกมที่เขียนด้วยคำว่า “ถ้า”

Kane ลื่นในจังหวะยิง บอลพุ่งไปชนคานเต็ม ๆ ก่อนกระเด้งออกมา

ตูม!

และในวินาทีนั้นเหมือนเกมเปลี่ยนขั้วทันที

นี่ไม่ใช่แค่การพลาดจุดโทษธรรมดา เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ England กำลังมีโมเมนตัมและกำลังจะหนีห่างเป็นสองประตู

Sky Sports ระบุชัดว่าจังหวะนี้เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม ขณะที่ Kane มีโอกาสทำให้ England นำ 3-1 แต่ลูกยิงกลับชนคาน (Sky Sports⁠)

บางทีฟุตบอลก็มีอารมณ์ขันแบบแสบ ๆ

England เพิ่งกลับมานำ Spain 2-1

แล้วฟุตบอลก็บอกว่า…

“พอแล้ว เดี๋ยวกลับมาเล่นต่อกันใหม่”

🇪🇸 Spain ไม่ได้ตกใจ แต่เปลี่ยนคนแล้วเปลี่ยนเกม

จุดที่น่าสนใจที่สุดของ Spain คือ Luis de la Fuente ไม่ได้ปล่อยให้เกมไหลไปตามความเสียหาย

Alex Baena ถูกส่งลงสนามในนาที 55

และหลังจากนั้นแค่ไม่กี่นาที…

เขาก็เปลี่ยนเกม

นาที 60 Nico O’Reilly พยายามจ่ายบอลกลับ แต่ผิดพลาดจน Dani Olmo แย่งบอลได้ ก่อนส่งต่อให้ Baena บริเวณนอกเขตโทษ

Baena จับบอลหนึ่งจังหวะ ขยับเข้าขวา แล้วปั่นบอลโค้งผ่าน Trafford เข้ามุมล่างอย่างสวยงาม

2-2

จากคนที่เพิ่งลงสนามไม่กี่นาที กลายเป็นคนที่ทำให้ Spain กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Spain น่ากลัว

พวกเขามีระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าระบบติดขัด ยังมีผู้เล่นจากม้านั่งสำรองลงมาเปลี่ยนเกมได้อีก

Baena ไม่ได้หยุดแค่ยิงประตูตีเสมอ

เขากำลังจะเป็นคนเขียนบทสุดท้ายด้วย (Sports Mole⁠)

🇪🇸 นาที 74…ประตูที่ทำให้ Wembley เงียบอีกครั้ง

Spain กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมมากขึ้นหลังตีเสมอ

นาที 74 Fabián Ruiz จ่ายบอลผ่านตรงกลางให้ Baena บริเวณหน้าเขตโทษ ก่อน Baena จะจ่ายต่อให้ Mikel Oyarzabal ที่วิ่งเข้าไปในเขตโทษ

Oyarzabal แตะบอลหนึ่งครั้ง แล้วเห็น James Trafford วิ่งออกมา

แทนที่จะยิงแรง…

เขาเลือก ยกบอลข้ามตัวผู้รักษาประตู

บอลลอยผ่าน Trafford แล้วตกลงไปในประตูอย่างนิ่มนวล

3-2

จบเลย

หรืออย่างน้อยแฟน England คงรู้สึกว่า “งานเข้าแล้ว”

และยิ่งเจ็บตรงที่ Oyarzabal คือคนที่เคยยิงประตูชัยให้ Spain เอาชนะ England ในนัดชิงชนะเลิศยูโร 2024 มาแล้ว

ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำทั้งหมด แต่บางครั้งมันก็ชอบมาเคาะประตูบ้านเดิม (เรอัล มาดริด⁠)

🇪🇸 Baena คือคนที่ลงมาเปลี่ยนเกมจริง ๆ

ถ้าต้องเลือกหนึ่งคนที่เปลี่ยนเกมนี้อย่างแท้จริง ชื่อของ Alex Baena แทบจะหลีกหนีไม่พ้น

ลงสนามช่วงครึ่งหลัง

ยิงประตูตีเสมอ

แล้วเป็นคนจ่ายให้ Oyarzabal ยิงประตูชัย

สองจังหวะสำคัญที่สุดหลังพักครึ่งมาจากคนคนเดียว

แต่ต้องไม่ลืมว่า Spain ไม่ได้ชนะเพราะ Baena คนเดียว

ระบบของทีมยังคงทำงานตลอดเกม การเคลื่อนที่ของแนวรุก การหมุนบอล และการกดดันเมื่อเสียบอล ทำให้ England ต้องถอยลงไปรับลึกในหลายช่วง

สถิติสะท้อนว่า Spain ครองบอล 53% และมีโอกาสยิง 15 ครั้ง ขณะที่ England ยิง 13 ครั้ง โดยทั้งสองทีมยิงตรงกรอบ 5 ครั้งเท่ากัน (Sports Mole⁠)

ดังนั้นนี่ไม่ใช่เกมที่ England ถูกบดจนหมดทางสู้

แต่เป็นเกมที่ Spain ใช้คุณภาพในช่วงเวลาสำคัญได้ดีกว่า

🏴 แล้ว England ล่ะ แพ้เพราะเล่นแย่ไหม?

ผมว่าไม่ถึงขนาดนั้น

และนี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเกมนี้

England มีช่วงเวลาที่ดีมาก โดยเฉพาะหลังโดนนำ 1-0 พวกเขาเล่นเร็วขึ้น กล้าเพรสมากขึ้น และสวนกลับได้อันตราย

Anthony Gordon เด่นมาก

Jude Bellingham ก็ยังเป็นตัวสร้างความแตกต่างของทีม เขาเป็นคนมีส่วนกับประตูตีเสมอ และเป็นคนเรียกจุดโทษให้ทีม

Harry Kane มีทั้งประตูและจุดโทษที่พลาด

ดังนั้นเกมรุกของ England มีสิ่งให้ต่อยอดค่อนข้างเยอะ

ปัญหาใหญ่กลับอยู่ด้านหลัง

Marc Guéhi พลาดในจังหวะแรก

Nico O’Reilly พลาดในจังหวะที่สอง

และการเสียประตูที่สามเกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ Baena แทงบอลทะลุถึง Oyarzabal

การเจอกับทีมอย่าง Spain ถ้าคุณแจกของขวัญสองกล่องในเกมเดียว มันก็ยากมากที่จะหวังเดินกลับบ้านพร้อมสามแต้ม

Sky Sports มองว่า England มีช่วงเวลาที่ดีมากและแสดงให้เห็นถึงความกล้าในการเล่นเกมรุก แต่ความผิดพลาดด้านหลังกลายเป็นจุดที่ Spain ใช้ลงโทษได้ทันที (Sky Sports⁠)

🇪🇸 ส่วน Spain…พวกเขายังเป็น Spain คนเดิม

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การชนะ England

แต่คือการที่พวกเขาเสียความได้เปรียบไปแล้วกลับมาเอาชนะได้

ทีมของ Luis de la Fuente มีทั้งความสามารถในการครองบอล ความเร็วในการเปลี่ยนจังหวะ และที่สำคัญคือมีผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างได้จากทั้งตัวจริงและตัวสำรอง

Lamine Yamal ยิงตั้งแต่ต้นเกม

Baena ลงมาเปลี่ยนเกม

Oyarzabal ปิดบัญชี

นี่คือความลึกของทีมที่กำลังอยู่ในช่วงพีกจริง ๆ

และต้องยอมรับว่า ถ้าดูจากคุณภาพการเล่นในช่วงต้นเกม Spain มีโอกาสยิงเพิ่มได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ พวกเขาพลาดโอกาสหลายครั้งจนเปิดประตูให้ England กลับมาได้ (Sports Mole⁠)

🔥 สรุป : England มีของ แต่ Spain มีทั้งของและระบบ

นี่เป็นเกมที่น่าปวดหัวสำหรับ England เพราะมันเป็นความพ่ายแพ้ที่มีทั้งเรื่องน่าภูมิใจและเรื่องที่ต้องแก้

พวกเขากลับมาจาก 0-1 เป็น 2-1 ได้

Anthony Gordon แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเป็นอาวุธสำคัญในเกมระดับชาติได้

Jude Bellingham ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของทีม

Harry Kane ยังยิงประตูได้

แต่เมื่อเจอทีมระดับ Spain ความผิดพลาดสองสามครั้งสามารถทำลายทุกอย่างได้ทันที

ส่วน Spain ก็ส่งข้อความกลับไปถึงยุโรปอย่างชัดเจนว่า ต่อให้คุณนำพวกเขา 2-1 ในสนาม Wembley พวกเขาก็ยังมีทั้งเวลา คุณภาพ และผู้เล่นมากพอที่จะกลับมาเอาชนะคุณได้

เกมนี้อาจเป็นแค่เกมเปิด Nations League และไม่ได้ตัดสินแชมป์อะไรทั้งนั้น แต่สำหรับ England นี่คือบทเรียนสำคัญมากในการเตรียมทีมสู่ Euro 2028 ส่วน Spain ก็เดินหน้าในฐานะแชมป์โลกและแชมป์ยุโรป พร้อมเป้าหมายรักษามาตรฐานของทีมที่กำลังอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ (England Football⁠)

และถ้ามองย้อนกลับไป…

นี่อาจเป็นเกมที่แฟนบอลรู้สึกเสียดายที่สุด เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือน “นี่แหละ นัดชิงที่เราอยากเห็นในฟุตบอลโลก”

England มีช่วงเวลาที่เกือบคว้าชัย

Spain มีช่วงเวลาที่เกือบโดนฆ่า

แต่สุดท้ายทีมแชมป์โลกเป็นฝ่ายยืนอยู่บนสนามพร้อมสามแต้ม

ส่วน England ต้องกลับไปถามตัวเองว่า…

ถ้าอยากเอาชนะทีมระดับ Spain ให้ได้จริง ๆ เราต้องแก้อะไรอีกหนึ่งขั้น?

เพราะฟุตบอลไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ…แต่มันคือเรื่องราวของคนที่ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

แล้วคุณล่ะ ถ้าเกมนี้เป็นนัดชิงฟุตบอลโลกจริง ๆ คุณคิดว่า England แพ้เพราะ แนวรับพลาดเอง หรือ Spain แสดงให้เห็นว่า พวกเขายังอยู่เหนือ England อีกหนึ่งขั้น?

UEFA Nations League - Round 1 :

้ำหน้าฟุตบอล

🇮🇹🇧🇪 มุมมองหลังเกม : เมื่ออิตาลีกำลังสร้างทีมใหม่ แต่ Belgium บอกว่า “ของจริงต้องรอก่อนนะน้อง”บางครั้งฟุตบอลก็ใจร้ายแบบไ...
26/09/2026

🇮🇹🇧🇪 มุมมองหลังเกม : เมื่ออิตาลีกำลังสร้างทีมใหม่ แต่ Belgium บอกว่า “ของจริงต้องรอก่อนนะน้อง”

บางครั้งฟุตบอลก็ใจร้ายแบบไม่มีการเตือนล่วงหน้า

Italy กำลังเริ่มต้นบทใหม่กับ Roberto Mancini กลับมานั่งเก้าอี้กุนซืออีกครั้ง พร้อมภารกิจใหญ่ในการสร้างทีมชาติขึ้นมาใหม่จากความผิดหวังที่ผ่านมา ขณะที่ Belgium ก็กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านของตัวเอง ภายใต้ Mark van Bommel และมี Kevin De Bruyne เป็นตัวแทนคนสุดท้ายของยุคทองที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น

มันควรจะเป็นเกมของสองทีมที่กำลังหาคำตอบให้ตัวเอง

แต่สุดท้าย Belgium กลับเป็นฝ่ายได้คำตอบก่อน

Italy พยายามเล่นฟุตบอลของตัวเองต่อหน้าแฟนบอลที่ Stadio Olimpico แต่ยิ่งเล่นก็ยิ่งเห็นปัญหาชัดขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขามีช่วงเวลาที่ดี โดยเฉพาะครึ่งหลัง แต่ปัญหาคือทุกครั้งที่เกมเริ่มเปิดช่องให้ Italy มีความหวัง Belgium กลับสวนกลับมาเตือนว่า “ใจเย็นก่อน ยังไม่ถึงเวลาของพวกนาย”

และเมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น Italy จึงต้องเดินออกจากสนามด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าหงุดหงิด นั่นคือเล่นมีช่วงที่ดี แต่สร้างความอันตรายไม่มากพอ และเมื่อพลาดขึ้นมา Belgium พร้อมลงโทษทันที

เกมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องแพ้ 0-2

แต่มันคือบทเรียนแรกของ Mancini ในการกลับมาคุม Italy ว่า การสร้างทีมใหม่ไม่ได้เริ่มจากการทำให้ทีมเล่นสวยก่อน แต่ต้องทำให้ทีม “ไม่พัง” ก่อน

ก่อนเกม Roberto Mancini ประกาศชัดว่าเขาต้องการเปลี่ยนแปลง Italy โดยเรียกนักเตะหน้าใหม่เข้ามาถึง 9 คน และมอง Nations League เป็นพื้นที่สำหรับทดลองผู้เล่นและสร้างทีมชุดใหม่ หลังความผิดหวังจากการไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก (Reuters⁠)

ขณะที่ Belgium เองก็ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่นิ่งสนิท เพราะนี่คือเกมแรกภายใต้ Mark van Bommel เช่นกัน และทีมชุดนี้กำลังพยายามเดินหน้าหลังยุคทองที่ค่อย ๆ จางหายไป

แต่สิ่งหนึ่งที่ Belgium ยังมีอยู่ และมันสำคัญมาก…

Kevin De Bruyne

วัย 35 ปี แต่ยังเป็นคนที่สามารถทำให้เกมฟุตบอลเปลี่ยนทิศทางได้ด้วยการจ่ายบอลเพียงครั้งเดียว

และประตูแรกก็มาจากสิ่งนั้นพอดี

ช่วงต้นเกม Belgium เริ่มต้นได้อันตรายกว่า Charles De Ketelaere มีโอกาสยิงให้ Gianluigi Donnarumma ต้องออกแรงเซฟตั้งแต่นาทีที่ 7 ขณะที่ Italy เองพยายามตอบโต้ผ่าน Moise Kean และ Francesco Pio Esposito แต่ยังไม่สามารถทำให้ Senne Lammens ต้องทำงานหนักมากนัก

จนกระทั่งนาทีที่ 21 Italy พลาดในจังหวะสร้างเกมจากแดนตัวเอง

Alessandro Romano จ่ายบอลพลาด

และ Belgium ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านั้น

De Bruyne เห็นช่องทันที ก่อนแทงทะลุแนวรับให้ Mika Godts หลุดเข้าไปทางฝั่งขวา เจ้าตัวตัดเข้าด้านในก่อนยิงผ่าน Donnarumma เข้าไปที่เสาแรก

1-0 Belgium

ประตูนี้สวยตรงที่มันไม่ได้เกิดจากการบุกยาวเป็นชุด แต่เกิดจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของ Italy แล้ว Belgium เปลี่ยนมันเป็นโอกาสยิงภายในไม่กี่วินาที

นี่แหละฟุตบอลระดับทีมชาติ

คุณอาจครองบอลมา 10 นาทีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าจ่ายพลาดหนึ่งครั้ง แล้วอีกฝั่งมี De Bruyne ยืนรออยู่…

ก็เตรียมเก็บบอลจากก้นตาข่ายได้เลย

หลังจากนั้น Italy เกือบเสียประตูที่สองอย่างรวดเร็ว Diego Coppola จ่ายพลาดจน Belgium ได้ยิงต่อเนื่อง และ Donnarumma ต้องออกแรงเซฟถึงสองครั้งจากจังหวะของ De Ketelaere และ Nicolas Raskin

จากนั้น Donnarumma ยังต้องงัดปฏิกิริยาระดับสุดยอดออกมาอีกครั้ง เมื่อ Godts ได้โหม่งโล่ง ๆ ที่เสาสอง แต่ผู้รักษาประตู Italy ปัดออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ

ถ้าไม่มี Donnarumma…

เกมนี้อาจจบตั้งแต่ครึ่งแรกไปแล้วก็ได้

Belgium ยังเดินหน้าต่อ Maxim De Cuyper มีจังหวะยิงเฉี่ยวหน้าประตู ขณะที่ Godts ได้ลองยิงอีกครั้งจน Donnarumma ต้องปัดออกหลัง

ฝั่ง Italy ก็มีโอกาสเหมือนกัน Kean ได้วอลเลย์จากลูกเปิดของ Nicolò Cambiaghi แต่บอลหลุดออกข้างไป

ครึ่งแรกจึงกลายเป็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจน

Belgium อันตรายกว่าในจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุก

Italy มีบอล แต่ Belgium มี “เขี้ยว”

และนั่นเป็นความแตกต่างที่สำคัญมาก

ครึ่งหลัง Italy กลับมาแบบเอาจริงเอาจังมากขึ้น

Cambiaghi เปิดบอลจากทางซ้ายให้ Kean ได้วอลเลย์จากระยะใกล้ และ Lammens ต้องออกแรงเซฟอย่างยากลำบาก

จากนั้น Pio Esposito ก็ได้โอกาสจากลูกเปิดย้อนกลับของ Cambiaghi แต่ Lammens ยังปิดมุมได้ทัน

นี่คือช่วงเวลาที่ Italy เริ่มทำให้ Belgium ถอยลงไปมากขึ้น

แต่ฟุตบอลมีเรื่องตลกร้ายอยู่เสมอ

ขณะที่ Italy กำลังบุกเพื่อเอาประตูตีเสมอ…

Belgium กลับยิงประตูที่สอง

นาทีที่ 69 Dodi Lukébakio เริ่มลากบอลจากพื้นที่ของตัวเอง ก่อนพาบอลขึ้นหน้า ตัดเข้าด้านใน แล้วกดด้วยเท้าซ้ายจากนอกเขตโทษ บอลพุ่งโค้งเสียบมุมไกลอย่างสวยงาม

2-0 Belgium

ประตูนี้ต่างจากลูกแรกโดยสิ้นเชิง

ลูกแรกคือคุณภาพของ De Bruyne และการลงโทษความผิดพลาด

ลูกที่สองคือความสามารถเฉพาะตัวของ Lukébakio ล้วน ๆ

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Belgium อันตราย

คุณสามารถปิด De Bruyne ได้

คุณสามารถบีบพื้นที่เกมรุกของ Belgium ได้

แต่ถ้าปล่อยให้ Lukébakio มีพื้นที่พาบอลจากแดนตัวเองแล้วตัดเข้าเท้าซ้าย…

ก็มีสิทธิ์โดนยิงแบบนี้ได้เหมือนกัน

หลังจากนั้น Italy พยายามเอาประตูคืน แต่ Lammens กลายเป็นกำแพงสุดท้ายที่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม

จังหวะหนึ่ง Italy ได้เตะมุม บอลถูกเปิดเข้าไปในเขตโทษ ก่อน Davide Frattesi โหม่งเช็ดต่อให้บอลพุ่งผ่านหน้าประตู

ช่วงท้ายเกม Giorgio Scalvini ยังมีโอกาสทองจากลูกเตะมุม บอลมาตกที่เสาสองและเจ้าตัวได้ยิงจากระยะประชิด แต่บอลกลับพุ่งชนด้านใต้ของคาน

มันเป็นภาพที่สรุปค่ำคืนนี้ของ Italy ได้ดีมาก

พวกเขามีโอกาส

พวกเขามีความพยายาม

แต่ประตูไม่มา

ส่วน Belgium มีโอกาสน้อยกว่าบางช่วง แต่เมื่อโอกาสมา พวกเขาจัดการมันได้เด็ดขาดกว่า

จบเกม Belgium บุกชนะ Italy 2-0 จากประตูของ Godts และ Lukébakio พร้อมเก็บสามคะแนนเต็มในเกมเปิดสนาม Nations League (UEFA.com⁠)

และต้องพูดถึง Senne Lammens ด้วย

ผู้รักษาประตู Belgium วัยหนุ่มกลายเป็นหนึ่งในฮีโร่ของเกมนี้ โดยมีรายงานว่าเซฟถึง 6 ครั้ง และช่วยป้องกันประตูได้ประมาณ 0.94 ประตูตามการประเมินของ SofaScore (Sofascore⁠)

นี่คือค่ำคืนที่ Lammens ได้ประกาศตัวเองต่อหน้าแฟนบอลอิตาลีว่า

“ผมยังไม่ใช่ชื่อใหญ่ แต่วันนี้ผมจะไม่ให้พวกคุณยิงเข้า”

ส่วน Donnarumma ก็ไม่ได้แพ้เพราะเล่นแย่ ตรงกันข้าม เขาอาจเป็นหนึ่งในนักเตะ Italy ที่ดีที่สุดในสนามด้วยซ้ำ เพราะหลายครั้งที่ Belgium ได้โอกาสยิง เขาคือคนที่ยื้อชีวิตของทีมเอาไว้

แต่ผู้รักษาประตูคนเดียวไม่สามารถชนะเกมให้ทีมได้

นี่คือสิ่งที่ Italy ต้องกลับไปแก้

แดนหลังต้องลดความผิดพลาดง่าย ๆ โดยเฉพาะการสร้างเกมจากพื้นที่ตัวเอง เพราะ Belgium แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมลงโทษทันที

แดนกลางต้องหาวิธีเชื่อมเกมให้แน่นกว่านี้ เพราะบางช่วง Italy ครองบอลได้ แต่บอลกลับไปไม่ถึงแนวรุกในตำแหน่งที่มีประโยชน์

และแนวรุกต้องเพิ่มความเด็ดขาด

Kean มีความพยายาม Pio Esposito แสดงให้เห็นถึงความกล้า แต่การสร้างโอกาสยังไม่มากพอที่จะบีบให้แนวรับ Belgium แตก

ในทางกลับกัน Belgium ของ Mark van Bommel ได้ชัยชนะสำคัญในการเริ่มต้นยุคใหม่ และสิ่งที่น่าสนใจคือทีมไม่ได้พึ่ง De Bruyne เพียงคนเดียว

Godts ยิงประตูสำคัญ

Lukébakio ยิงประตูสุดสวย

Lammens เซฟประตู

De Ketelaere มีส่วนสร้างความอันตราย

และนักเตะอย่าง Romelu Lukaku ยังอยู่ในทีมเพื่อเป็นทางเลือกในแดนหน้า

ส่วน De Bruyne ยังคงทำหน้าที่เป็นสมองของทีมต่อไป แม้อายุจะเดินหน้าไปถึง 35 ปีแล้วก็ตาม Reuters รายงานก่อนเกมว่า De Bruyne ยังต้องการเล่นให้ Belgium ต่อไปตราบเท่าที่เขายังมีแรงจูงใจและสภาพร่างกายพร้อม และเขายังมองว่าตัวเองมีบทบาทกับทีมชุดนี้ภายใต้ Mark van Bommel (Reuters⁠)

ดังนั้นชัยชนะครั้งนี้จึงน่าสนใจกว่าคะแนนสามแต้ม

เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Belgium รุ่นใหม่ที่ไม่ได้พยายามเลียนแบบยุคทองเก่า แต่กำลังสร้างทีมในแบบของตัวเอง

ส่วน Italy…

Mancini กลับมาแล้ว และคงไม่มีใครคาดหวังให้ทุกอย่างลงตัวภายในคืนเดียว

การส่งนักเตะหน้าใหม่ลงสนามหลายคนมีต้นทุนอยู่แล้ว ความผิดพลาดจะเกิดขึ้น โครงสร้างทีมจะยังไม่สมบูรณ์ และเกมรุกอาจยังต้องใช้เวลา

แต่ปัญหาคือ Nations League ไม่ได้ให้คะแนนจากคำว่า “กำลังสร้างทีม”

มันให้คะแนนจากสิ่งที่เกิดขึ้นบนสนาม

และเกมแรก Italy ก็ได้บทเรียนราคาแพงทันที

Belgium ไม่ได้ชนะเพราะเล่นสมบูรณ์แบบ

พวกเขาชนะเพราะเมื่อ Italy เปิดประตูให้เพียงนิดเดียว พวกเขากล้าพุ่งเข้าไปทันที

ขณะที่ Italy เมื่อมีโอกาสกลับไม่สามารถเปลี่ยนมันให้เป็นประตูได้

นี่คือความแตกต่างระหว่างทีมที่กำลัง “สร้าง” กับทีมที่กำลัง “ลงมือทำ”

และถ้า Italy ต้องการกลับไปเป็นทีมที่แฟนบอลทั่วโลกเกรงใจอีกครั้ง สิ่งที่ Mancini ต้องสร้างขึ้นมาอาจไม่ใช่แค่ระบบการเล่น

แต่คือความเด็ดขาด

เพราะฟุตบอลระดับสูงไม่มีใครสนใจว่าคุณครองบอลสวยแค่ไหน ถ้าสุดท้ายคุณกลับบ้านพร้อมเลขศูนย์อยู่หน้าชื่อของตัวเอง

คืนนี้ Belgium เอาสามคะแนนกลับบ้าน

ส่วน Italy ได้คำถามกลับบ้านเต็มกระเป๋า

คำถามคือ Mancini จะใช้เวลานานแค่ไหนในการหาคำตอบ?

แล้วคุณล่ะ มอง Belgium ชุดนี้ว่าเป็นแค่ชัยชนะเปิดหัว หรือเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นยุคใหม่ที่น่าจับตามองจริง ๆ?

เพราะฟุตบอลไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ…แต่มันคือเรื่องราวของคนที่ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

UEFA Nations League - Round 1 :

้ำหน้าฟุตบอล

🇳🇴🇩🇰 มุมมองหลังเกม : ฮาลันด์สองเม็ด! นอร์เวย์เปิดบ้านยิงกันเหมือนนัดชิง ก่อนปิดเกมแบบหัวใจจะวายฟุตบอลบางเกมไม่ได้ให้เราเ...
26/09/2026

🇳🇴🇩🇰 มุมมองหลังเกม : ฮาลันด์สองเม็ด! นอร์เวย์เปิดบ้านยิงกันเหมือนนัดชิง ก่อนปิดเกมแบบหัวใจจะวาย

ฟุตบอลบางเกมไม่ได้ให้เราเลือกว่าจะลุ้นตอนไหน เพราะมันเล่นเอาคนดูเหนื่อยตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย

เกมที่ Ullevaal Stadion คืนนี้ก็เป็นแบบนั้น

Norway กับ Denmark เปิดฉากด้วยฟุตบอลที่แทบไม่มีคำว่าเกรงใจกัน ต่างฝ่ายต่างเดินหน้าเข้าหากัน และเพียงไม่กี่นาทีหลังเสียงนกหวีดเริ่มเกม ทุกอย่างก็เริ่มบอกเราว่า คืนนี้คงไม่มีทางจบแบบนั่งจิบน้ำชาเฉย ๆ แน่นอน

Norway ของ Ståle Solbakken มีทั้งความเร็ว ความแข็งแรง และตัวจบสกอร์ที่ชื่อ Erling Haaland ส่วน Denmark ของ Brian Riemer ก็ไม่ได้มาเพื่อยืนดูเจ้าบ้านเล่นฟุตบอล พวกเขามี Mikkel Damsgaard, Rasmus Højlund, Morten Hjulmand และ Pierre-Emile Højbjerg คอยพยายามทำให้เกมของ Norway สะดุด

และสุดท้าย 90 กว่านาทีที่ผ่านไป กลายเป็นเกมที่มีถึง 5 ประตู

Norway เป็นฝ่ายชนะไป 3-2 แต่ถ้ามองแค่ตัวเลขคงเล่าเรื่องนี้ไม่หมด เพราะเกมนี้คือการผลัดกันขึ้นเวทีของสองทีมที่ต่างมีช่วงเวลาของตัวเองอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือ Haaland ทำสองประตู และพอเขาเริ่มได้กลิ่นประตู Denmark ก็เหมือนมีคนเอากระดิ่งไปแขวนไว้หน้าประตูบ้านแล้วบอกว่า “เชิญเลยครับพี่”

⸻

เปิดเกมมา Norway ไม่ได้มาถามว่า Denmark พร้อมหรือยัง

Norway ใช้การเคลื่อนบอลเร็วตั้งแต่ต้น โดยมี Martin Ødegaard เป็นคนสำคัญในการเชื่อมเกมจากแดนกลาง ขณะที่ Oscar Bobb กับ Antonio Nusa ทำหน้าที่โจมตีพื้นที่ด้านข้างและพยายามลากแนวรับ Denmark ให้ถอยออกจากตำแหน่ง

และความพยายามนั้นออกดอกเร็วมาก

นาทีที่ 14 Norway ได้ประตูขึ้นนำจาก Oscar Bobb หลัง Martin Ødegaard จ่ายบอลให้ทางด้านขวาของเขตโทษ ก่อน Bobb จะใช้เท้าซ้ายยิงไปยังมุมล่างฝั่งซ้ายของประตู Filip Jörgensen และบอลผ่านมือเข้าไป

ประตูนี้มีการตรวจสอบจากภาพช่วยตัดสินก่อนยืนยันให้เป็นประตูของ Norway (AS USA⁠)

1-0

แต่ Norway ยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด ก็ได้ประตูที่สองต่อทันที

เพียงประมาณ 4 นาทีต่อมา Antonio Nusa แทงทะลุช่องให้ Erling Haaland หลุดเข้าไปทางฝั่งซ้ายของเขตโทษ ก่อนกองหน้าร่างยักษ์จะยิงด้วยเท้าซ้ายไปยังมุมล่างฝั่งซ้ายของประตู

2-0

นี่คือสิ่งที่น่ากลัวของ Norway ชุดนี้

คุณอาจพยายามรับมือ Bobb

คุณอาจพยายามตาม Nusa

คุณอาจพยายามจับ Ødegaard

แต่ถ้าสามคนนี้ทำงานสำเร็จ บอลก็อาจไปถึง Haaland อยู่ดี

และเมื่อบอลไปถึงเขา สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงคำถามว่า จะยิงเข้าเมื่อไหร่

รายงานการแข่งขันระบุชัดว่า Haaland ได้ประตูจากการจ่ายทะลุช่องของ Nusa และเป็นการยิงเท้าซ้ายจากด้านซ้ายของเขตโทษ (AS USA⁠)

⸻

แต่ Denmark ไม่ได้มาเป็นตัวประกอบ

ถ้า Norway คิดว่านำสองลูกแล้วจะเดินเล่น พวกเขาคิดผิดอย่างแรง

Denmark เริ่มดันเกมขึ้นสูงมากขึ้น และค่อย ๆ ใช้การเล่นทางด้านข้างรวมถึงลูกตั้งเตะกดดันเจ้าบ้าน

นาทีที่ 24 Denmark ได้ฟรีคิกในระยะอันตราย และ Mikkel Damsgaard รับหน้าที่จัดการด้วยตัวเอง

กองกลางของ Denmark ยิงด้วยเท้าขวาบอลพุ่งเข้าไปยังมุมบนฝั่งขวาอย่างสวยงามเกินกว่าจะโทษผู้รักษาประตูได้

2-1

อยู่ ๆ เกมที่ Norway เหมือนจะควบคุมได้ ก็กลับมาเปิดอีกครั้ง

Damsgaard ไม่ได้แค่ยิงประตู แต่เขาทำให้ Denmark กลับมามีความเชื่อว่าเกมนี้ยังเอาคืนได้ และหลังจากนั้นทีมเยือนก็เริ่มเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น (AS USA⁠)

Norway ยังมีโอกาสเพิ่ม โดยเฉพาะจังหวะที่ Patrick Berg ได้ยิงจากกลางเขตโทษ แต่ Filip Jörgensen เซฟเอาไว้ได้ ขณะที่ช่วงท้ายครึ่งแรก Denmark ก็มีโอกาสจาก Joakim Mæhle ที่ยิงไกลให้ Ørjan Nyland ต้องออกแรงเซฟเช่นกัน

ครึ่งแรกจึงจบลงที่ 2-1

และนั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเกมยังไม่จบง่าย ๆ

⸻

ครึ่งหลัง Denmark กลับมา และ Højlund ทำให้ทุกอย่างเท่ากัน

ช่วงต้นครึ่งหลัง Norway ยังมี Haaland เป็นตัวอันตรายหลัก แต่ Denmark กลับเริ่มสร้างปัญหาให้แนวรับเจ้าบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ

Rasmus Højlund เริ่มมีส่วนกับเกมมากขึ้น เขาพยายามโจมตีพื้นที่ระหว่างกองหลังกับผู้รักษาประตู และพยายามสร้างปัญหาจากลูกกลางอากาศ

นาทีที่ 59 ความพยายามก็สำเร็จ

Denmark ได้เตะมุม ก่อนบอลจะถูกเปิดเข้ามาในพื้นที่อันตราย และ Højlund ขึ้นโหม่งจากระยะใกล้ บอลพุ่งเข้ากลางประตูผ่านมือ Nyland เข้าไป

2-2

จากที่ Norway เคยนำสองลูก กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

และตรงนี้ต้องชม Denmark เพราะพวกเขาไม่ได้กลับมาด้วยโชค แต่กลับมาจากการกดดันอย่างต่อเนื่อง หลังจากครึ่งแรกที่เสียถึงสองประตูอย่างรวดเร็ว (AS USA⁠)

⸻

Norway เริ่มแก้เกม และนี่คือจุดที่ Solbakken อ่านเกมได้ดี

หลังโดนตีเสมอ Norway เริ่มปรับตัว

Thelo Aasgaard, Andreas Schjelderup และ David Møller Wolfe ถูกส่งลงสนามในช่วงประมาณนาที 65 เพื่อเพิ่มพลังในช่วงท้ายเกม ขณะที่ Norway พยายามกลับมาโจมตีจากด้านข้างและเพิ่มจำนวนผู้เล่นในพื้นที่รอบเขตโทษ Denmark (fotball.no⁠)

การเปลี่ยนตัวทำให้ Norway มีพลังในการบุกมากขึ้น

แต่คนที่ไม่ต้องเปลี่ยนก็ยังเป็นคนเดิม

Erling Haaland

นาทีที่ 74 Norway ได้เตะมุม และ Martin Ødegaard เป็นคนเปิดบอลเข้ามาในเขตโทษ ก่อน Haaland จะเข้าถึงบอลและยิงด้วยเท้าซ้ายจากกลางเขตโทษ บอลพุ่งเข้าไปยังมุมบนฝั่งซ้ายของประตู

3-2

สองประตูในเกมเดียว

และประตูที่สองของเขาในเกมนี้มาจากลูกตั้งเตะที่ Ødegaard เปิดให้

นี่คือภาพที่แฟน Norway อยากเห็นที่สุด เพราะเมื่อเกมกำลังจะหลุดมือ พวกเขายังมีนักเตะที่สามารถเปลี่ยนโอกาสเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นประตูได้ (AS USA⁠)

⸻

Haaland ไม่ได้แค่ยิง แต่เขาทำให้ Denmark ต้องคิดตลอดเวลา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ต่อให้ Haaland ไม่ได้ยิงทุกครั้งที่บอลมาถึง เขาก็ยังสร้างผลกระทบกับเกมมหาศาล

เพราะกองหลัง Denmark ไม่สามารถทิ้งเขาได้

ถ้าขยับออกจากตำแหน่งเพื่อไปช่วยปิด Ødegaard ก็เปิดพื้นที่ให้ Haaland

ถ้าถอยลงมารอ Haaland ก็เปิดพื้นที่ให้ Nusa หรือ Bobb

ถ้าพยายามดันแนวรับขึ้นสูง ก็เสี่ยงโดนบอลทะลุช่อง

มันเป็นปัญหาที่ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ

และคืนนี้ Denmark ต้องใช้แรงมหาศาลในการรับมือกับทั้งระบบ ไม่ใช่แค่คนคนเดียว

⸻

ช่วงท้ายเกมคือความวุ่นวายที่แฟนบอลชอบ แต่โค้ชคงไม่ชอบ

หลัง Norway ขึ้นนำ 3-2 เกมเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ทุกจังหวะมีความหมาย

Denmark พยายามดันขึ้นมาเพื่อเอาประตูตีเสมอ ส่วน Norway ก็มีพื้นที่สวนกลับมากขึ้น

Haaland ยังเกือบทำประตูเพิ่ม แต่ Jörgensen เซฟลูกยิงจากด้านขวาของเขตโทษเอาไว้ได้

ฝั่ง Denmark เองก็มีโอกาส โดย Højlund ได้ยิงจากฝั่งซ้ายของเขตโทษ แต่ Nyland ยังป้องกันได้อย่างยอดเยี่ยม (AS USA⁠)

แล้วช่วงทดเวลาบาดเจ็บก็มีเรื่องให้ลุ้นอีก

นาที 90+3 David Møller Wolfe ถูกใบเหลืองที่สองและถูกไล่ออกจากสนาม ทำให้ Norway ต้องเหลือผู้เล่น 10 คนในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของเกม

จากที่ Norway ต้องรักษาสกอร์ ก็กลายเป็นต้องรักษาสกอร์ด้วยจำนวนผู้เล่นที่น้อยกว่า

แต่สุดท้าย Denmark ไม่สามารถหาประตูตีเสมอได้

เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกับสกอร์ 3-2 และ Norway เก็บชัยชนะเหนือ Denmark ได้สำเร็จ (fotball.no⁠)

⸻

สิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าสนใจมากกว่าสกอร์

ถ้าดูสถิติจะเห็นว่ามันเป็นเกมที่สูสีมาก Norway ครองบอล 49% ส่วน Denmark 51% ทั้งสองทีมยิงรวม 13 ครั้งเท่ากัน และยิงตรงกรอบทีมละ 7 ครั้ง

พูดง่าย ๆ คือ Denmark ไม่ได้โดน Norway ไล่ยิงจนโงหัวไม่ขึ้น

Norway ชนะเพราะพวกเขา ใช้โอกาสสำคัญได้เด็ดขาดกว่า

โดยเฉพาะ Haaland ที่เปลี่ยนโอกาสสำคัญสองครั้งเป็นสองประตู ขณะที่ Bobb ก็สร้างความแตกต่างได้ตั้งแต่ต้นเกม (footballwebpages.co.uk⁠)

และนี่คือสิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Norway ต่อจากนี้

พวกเขาไม่ได้มีแค่ Haaland อีกแล้ว

มี Ødegaard เป็นสมอง

มี Nusa กับ Bobb ที่สร้างความเร็ว

มีผู้เล่นแดนกลางอย่าง Berge และ Berg ช่วยรักษาสมดุล

และที่สำคัญคือทีมชุดนี้เริ่มมีประสบการณ์จากการเดินทางในฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งรวมถึงชัยชนะเหนือ Brazil และ Ivory Coast ก่อนหน้านี้ด้วย (UEFA.com⁠)

พูดแบบบ้าน ๆ คือ จากทีมที่เมื่อก่อนเราพูดถึงว่า “มี Haaland แล้วเป็นยังไงต่อ?” ตอนนี้เริ่มกลายเป็น “ถ้าจะหยุด Norway แล้วจะหยุดทั้งทีมยังไง?”

⸻

แล้ว Denmark ล่ะ?

นี่คือส่วนที่น่าเสียดาย

Denmark มีช่วงเวลาที่ดีมากในเกมนี้ พวกเขากลับจาก 0-2 มาเป็น 2-2 ได้ แสดงให้เห็นว่าทีมยังมีความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก

Damsgaard สร้างความแตกต่างจากลูกฟรีคิก ขณะที่ Højlund ใช้จังหวะในกรอบเขตโทษได้ดีมาก

แดนกลางที่มี Hjulmand และ Højbjerg ก็พยายามทำให้เกมไม่หลุด แม้จะต้องรับมือกับ Ødegaard และ Haaland ตลอดทั้งเกม

แต่ปัญหาคือเมื่อเกมมาถึงช่วงตัดสิน Norway มี Haaland

และ Denmark ไม่มีคำตอบสำหรับเขาในจังหวะที่สำคัญที่สุด

ยิ่งช่วงท้ายพวกเขาต้องเร่งเกมมากขึ้น ความเสี่ยงด้านหลังยิ่งเพิ่มขึ้น และ Norway ก็ใช้พื้นที่เหล่านั้นได้ดี

Denmark จึงไม่ได้แพ้เพราะเล่นฟุตบอลแย่ แต่แพ้เพราะคู่แข่งมีอาวุธที่เปลี่ยนเกมได้รุนแรงกว่า

⸻

พระเอกกับคนที่ต้องกลับไปคิดหนัก

ถ้าจะมอบรางวัลนักเตะเด่นของเกมนี้ แน่นอนว่าชื่อ Erling Haaland แทบไม่ต้องลุ้น เพราะสองประตูของเขาคือเหตุผลโดยตรงที่ Norway ได้สามแต้ม

แต่คนที่สมควรถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือ Martin Ødegaard

หนึ่งจังหวะสำคัญในประตูของ Bobb และอีกหนึ่งจังหวะเปิดเตะมุมให้ Haaland ยิงประตูชัย นี่คือบทบาทของกัปตันที่ไม่ได้จำเป็นต้องยิงเอง แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้คนอื่นเล่นได้ดีขึ้น

ฝั่ง Denmark Mikkel Damsgaard คือคนที่พยายามลากทีมกลับเข้าสู่เกม ส่วน Rasmus Højlund ก็ทำประตูสำคัญและทำให้ Norway ต้องเจอกับความกดดันอย่างหนักในครึ่งหลัง

ส่วนที่น่าผิดหวังที่สุดของเกมนี้คงเป็นแนวรับ Denmark ในช่วงต้นเกม เพราะการเสียสองประตูในเวลาเพียงไม่กี่นาทีทำให้ต้องวิ่งไล่ตามเกมตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งหลัก และสุดท้ายแม้จะกลับมาได้ แต่ก็ต้องเสียประตูที่สามอีกครั้ง

⸻

แล้วจากนี้ Norway จะไปได้ไกลแค่ไหน?

ชัยชนะครั้งนี้สำคัญกว่าสามแต้ม เพราะมันตอกย้ำว่า Norway ชุดนี้กำลังเดินมาถูกทาง

หลังฟุตบอลโลกที่พวกเขาสร้างผลงานชนะ Brazil และเข้าถึงรอบลึกได้ ความคาดหวังต่อทีมของ Solbakken ย่อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

และตอนนี้คำถามไม่ใช่แล้วว่า Norway จะพึ่ง Haaland มากเกินไปหรือไม่

คำถามคือ พวกเขาจะสร้างทีมที่ช่วยให้ Haaland ได้เล่นในพื้นที่อันตรายมากขึ้นได้แค่ไหน

เพราะถ้า Ødegaard, Nusa, Bobb และตัวสนับสนุนรอบข้างสามารถรักษาระดับนี้ไว้ได้ Norway จะไม่ได้เป็นเพียงทีมที่มีสุดยอดกองหน้าคนหนึ่งอีกต่อไป

พวกเขากำลังกลายเป็นทีมที่มีระบบรองรับสุดยอดกองหน้าคนนั้นอย่างจริงจัง

ส่วน Denmark ต้องกลับไปปรับเรื่องการป้องกันช่วงต้นเกมและการรับมือพื้นที่ด้านหลังแนวรับ เพราะการตามหลังสองลูกกับทีมที่มี Haaland คือการเลือกเล่นเกมที่ทำให้ชีวิตตัวเองยากโดยไม่จำเป็น

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายังมีคือหัวใจ

จาก 0-2 กลับมา 2-2 ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องเล็ก

เพียงแต่คืนนี้พวกเขาเจอทีมที่มี “คนที่ยิงประตูตอนที่ทุกอย่างกำลังจะพัง” อยู่ฝั่งตรงข้าม

และคนนั้นชื่อ Erling Haaland

เพราะฟุตบอลไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ…แต่มันคือเรื่องราวของคนที่ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

แล้วคุณล่ะ คิดว่า Norway ชุดนี้กำลังกลายเป็นทีมที่พร้อมท้าชนทีมใหญ่ของยุโรปจริง ๆ หรือสุดท้ายแล้วทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับว่า Haaland จะยิงได้หรือไม่ได้?

UEFA Nations League - Round X :

้ำหน้าฟุตบอล

🇳🇱🇩🇪 มุมมองหลังเกม : เกมนี้มีทุกอย่างที่ฟุตบอลทีมชาติยุคเริ่มต้นใหม่ควรมี—ระบบใหม่ ความกล้าใหม่ ความผิดพลาดเก่า ๆ และประ...
26/09/2026

🇳🇱🇩🇪 มุมมองหลังเกม : เกมนี้มีทุกอย่างที่ฟุตบอลทีมชาติยุคเริ่มต้นใหม่ควรมี—ระบบใหม่ ความกล้าใหม่ ความผิดพลาดเก่า ๆ และประตูตีเสมอในช่วงเวลาที่คนดูเริ่มเตรียมจะลุกไปเข้าห้องน้ำแล้ว

Netherlands กับ Germany เปิดศึก Nations League 2026/27 ด้วยเกมที่ไม่มีใครยอมใคร ก่อนจบลงด้วยผลเสมอแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ สำหรับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝั่ง Germany ที่เกือบได้ชัยชนะในเกมแรกของ Jürgen Klopp แต่กลับโดน Cody Gakpo ยิงคืนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาที 90+2

แต่ถ้ามองลึกกว่าผลการแข่งขัน เกมนี้น่าสนใจมาก เพราะมันคือการเปิดฉากของสองทีมที่กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกัน

ฝั่ง Netherlands เพิ่งแต่งตั้ง Xavi Hernández เข้ามาคุมทีม หลังจบฟุตบอลโลก 2026 ส่วน Germany ก็เริ่มยุคใหม่กับ Klopp หลังตกรอบฟุตบอลโลกภายใต้ Julian Nagelsmann และเกมแรกของ Klopp ก็ต้องมาเยือน Johan Cruyff Arena สนามที่ไม่มีคำว่า “ยินดีต้อนรับผู้มาเยือน” อยู่ในพจนานุกรมของเจ้าบ้านแน่นอน

เกมที่เริ่มด้วยความวุ่นวาย ก่อน Germany ตั้งหลักได้

Netherlands เริ่มต้นด้วยความคึกคักตามสไตล์ทีมที่เล่นในบ้าน พวกเขาพยายามครองบอลและขยับแนวรับ Germany ให้กว้าง โดยมี Tijjani Reijnders, Ryan Gravenberch และ Quinten Timber คอยเชื่อมเกมตรงกลาง ขณะที่ด้านข้างมี Crysencio Summerville และ Cody Gakpo คอยหาพื้นที่

แล้วเจ้าบ้านก็เกือบได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุม เมื่อ Virgil van Dijk โหม่งบอลเข้าประตูในนาทีที่ 13

แต่ฟุตบอลสมัยนี้มีผู้ช่วยที่ชื่อว่า VAR และบางครั้งผู้ช่วยคนนี้ก็เหมือนเพื่อนที่ชอบเดินเข้ามาบอกว่า

“เฮ้ย เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้ยังไม่จบ”

หลังตรวจสอบภาพ ผู้ตัดสินมองว่า Brian Brobbey ไปขัดขวาง Marc-André ter Stegen ก่อน Van Dijk โหม่งบอล ทำให้ประตูถูกยกเลิก

นี่เป็นจังหวะที่สำคัญมาก เพราะหาก Netherlands ได้ประตูเร็ว เกมอาจเดินไปอีกทางทันที

แต่ Germany รอดมาได้ และหลังจากนั้นทีมของ Klopp เริ่มจับจังหวะได้ดีขึ้น

Germany เริ่มเห็นภาพของ Klopp

สิ่งที่น่าสนใจในช่วงต้นคือ Germany ไม่ได้ถอยไปตั้งรับอย่างเดียว พวกเขาพยายามแย่งบอลกลับทันทีเมื่อเสียบอล และใช้การเคลื่อนที่ของ Karim Adeyemi, Kevin Schade และ Kai Havertz เพื่อโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับ Netherlands

จากข้อมูลของ DFB Germany เริ่มเกมได้เร็วและสามารถแย่งบอลกลับจาก Netherlands ได้หลายครั้งในแดนกลาง

แล้วในนาที 30 ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้แผนของ Klopp ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

Kai Havertz ต้องออกจากสนาม และ Younes Ebnoutalib ถูกส่งลงมาแทน

แต่แทนที่ Germany จะเสียทรง พวกเขากลับได้ประตูในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

นาที 32 Karim Adeyemi ได้จังหวะยิง แต่บอลถูกบล็อกเอาไว้ ก่อนที่ Felix Nmecha จะตามเข้ามาซ้ำในระยะใกล้ ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย Germany ขึ้นนำ 1-0

ประตูนี้สะท้อนสิ่งที่ Klopp ต้องการอย่างชัดเจน

ไม่จำเป็นต้องสร้างโอกาสสวยงามทุกครั้ง แต่เมื่อบอลตกในพื้นที่อันตราย ต้องมีคนพร้อมเข้าหาบอลทันที

Adeyemi สร้างจังหวะ Nmechaตามซ้ำ และ Germany ได้ประตูจากความเด็ดขาดในกรอบเขตโทษ

นี่คือฟุตบอลที่ตรงไปตรงมา

ไม่ต้องประดิษฐ์ให้เยอะ

บอลตกตรงไหน คนต้องไปถึงตรงนั้นก่อน

Netherlands ครองบอล แต่ Germany ครองความได้เปรียบ

หลังเสียประตู Netherlands พยายามกลับมาเล่นในแบบของตัวเอง แต่ Germany ยิ่งมีพื้นที่ให้เล่นมากขึ้น

ตัวเลขหลังเกมสะท้อนเรื่องนี้ได้ดี Netherlands ครองบอล 54% ต่อ 46% มีลูกเตะมุมมากถึง 12 ครั้งต่อ 1 และยิงเข้ากรอบมากกว่าอย่างชัดเจน แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนความเหนือกว่าเหล่านั้นให้กลายเป็นชัยชนะได้

นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของเกม

Netherlands อาจเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า แต่ Germany เป็นฝ่ายที่ทำให้เกมอยู่ในสถานการณ์ที่ตัวเองต้องการมากกว่าในช่วงเวลาสำคัญ

เพราะฟุตบอลไม่ใช่เกมสะสมแต้มจากการครองบอล

ครองบอล 60 นาที ถ้ายิงไม่ได้ ก็ยังตามหลังอยู่ดี

และนี่คือสิ่งที่ Netherlands ต้องแก้ในยุคของ Xavi

ครึ่งหลังเจ้าบ้านเริ่มบีบ Germany จนแทบหายใจไม่ออก

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ภาพของเกมเปลี่ยนไปชัดเจน

Netherlands เดินหน้ามากขึ้น ขณะที่ Germany เริ่มถอยลงไปต่ำกว่าเดิม

Xavi เปลี่ยนตัว Joey Veerman ลงมาแทน Quinten Timber ในนาที 57 เพื่อเพิ่มความสามารถในการควบคุมบอลตรงกลาง และ Germany ก็เริ่มทยอยปรับผู้เล่นเพื่อรักษาความได้เปรียบ

หลังจากนั้น Germany ต้องรับแรงกดดันต่อเนื่อง

Chris Führich ถูกส่งลงมาแทน Schade และ Anton Stach ลงมาแทน Nmecha ในนาที 64 ขณะที่ช่วงท้ายเกม Klopp ก็ส่ง Serge Gnabry ลงมาแทน Adeyemi

แต่ Netherlands ไม่ยอมปล่อย

Mexx Meerdink ถูกส่งลงมาแทน Brobbey ตั้งแต่นาที 35 และต่อมา Xavi ยังเติม Ruben van Bommel กับ Guus Til ในช่วงท้ายเกม

มันชัดเจนว่าเจ้าบ้านกำลังเดิมพันทุกอย่างกับแรงกดดันช่วงท้าย

และสุดท้ายการเดิมพันนั้นก็จ่ายผลตอบแทน

90+2 นาทีที่เปลี่ยนค่ำคืนของ Klopp

Germany กำลังจะได้ชัยชนะในเกมเปิดตัวของ Klopp

เหลือเวลาอีกไม่กี่อึดใจ

แต่ Netherlands ไม่ยอมตาย

ในนาที 90+2 Cody Gakpo ปรากฏตัวในจังหวะสุดท้าย ก่อนจบสกอร์ด้วยลูกวอลเลย์จากการสวนกลับอย่างรวดเร็ว ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายและทำให้เกมกลับมาเสมอ 1-1

จากคนที่กำลังจะฉลองชัยชนะ กลายเป็นคนต้องยืนมองนาฬิกา

จากสามแต้ม กลายเป็นหนึ่งแต้ม

จากเกมเปิดตัวที่สมบูรณ์แบบ กลายเป็นเกมที่ Klopp ต้องกลับไปคิดการบ้านอีกหลายหน้า

แต่สำหรับ Xavi…

ประตูนี้มีความหมายมากกว่าหนึ่งคะแนน

มันคือสัญญาณว่า Netherlands ยังมีความเชื่อจนถึงวินาทีสุดท้าย

Gakpo พระเอก ส่วน Nmecha คือความหวังของ Klopp

ถ้าต้องเลือกคนที่โดดเด่นที่สุดของ Netherlands แน่นอนว่า Cody Gakpo ต้องอยู่แถวหน้า

เขาไม่ใช่แค่คนยิงประตูตีเสมอ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ Germany ต้องระวังตลอดเกม และสุดท้ายก็เป็นคนที่ช่วยให้ทีมของ Xavi ไม่ต้องเริ่มยุคใหม่ด้วยความพ่ายแพ้

อีกคนที่น่าสนใจคือ Virgil van Dijk แม้จะมีประตูที่ถูกยกเลิก แต่ยังคงเป็นศูนย์กลางของแนวรับและเป็นผู้นำในสนาม

ส่วน Germany คนที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้ Felix Nmecha

เขาไม่ได้เพียงแค่ยิงประตูขึ้นนำ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสอดเข้าพื้นที่อันตราย และทำให้เห็นว่าในยุค Klopp ทีมชาติ Germany อาจมีผู้เล่นหลายคนที่พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักชุดใหม่

ขณะที่ Marc-André ter Stegen ก็มีบทบาทสำคัญ เพราะหากไม่มีการตัดสินจาก VAR ในจังหวะต้นเกม หรือถ้าเขาถูกปล่อยให้เสียประตูเร็ว เกมอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

แล้วใครน่าผิดหวัง?

คงต้องพูดอย่างระมัดระวัง เพราะนี่เป็นเกมแรกของยุคใหม่ และหลายคนยังอยู่ในช่วงปรับตัว

แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับ Netherlands คือพวกเขาครองบอลมาก มีลูกเตะมุมถึง 12 ครั้ง แต่ต้องรอถึงนาที 90+2 ถึงจะยิงประตูได้

ถ้าพวกเขาต้องเจอทีมที่ตั้งรับลึกและมีวินัยมากกว่านี้ ปัญหานี้จะยิ่งชัดขึ้น

ส่วน Germany จุดที่น่ากังวลคือช่วงท้ายเกม

พวกเขาเกือบทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่ปล่อยให้ Netherlands มีโอกาสกลับเข้าสู่เกมในช่วงเวลาที่ควรควบคุมสถานการณ์ให้เด็ดขาดกว่านี้

Klopp อาจไม่ได้กังวลกับหนึ่งแต้มมากนัก แต่แน่นอนว่าเขาคงอยากเห็นทีมปิดเกมให้ได้

สองทีมนี้กำลังสร้างอะไรขึ้นมา?

สำหรับ Netherlands นี่คือการเริ่มต้นของ Xavi

เขาต้องการให้ทีมเล่นด้วยความเข้มข้นและเป็นฝ่ายริเริ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาพูดถึงก่อนเกมอย่างชัดเจน

เกมนี้จึงเป็นบทเรียนแรกว่าแนวทางดังกล่าวยังต้องใช้เวลา

Netherlands มีโครงสร้างที่ดี มีผู้เล่นคุณภาพสูง และยังมีแกนหลักอย่าง Gakpo กับ Van Dijk แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาคือความเฉียบคมเมื่อครองเกมเหนือคู่แข่ง

Germany ของ Klopp ก็เช่นกัน

เขาเข้ารับตำแหน่งหลังฟุตบอลโลกที่น่าผิดหวัง และตั้งเป้าเตรียมทีมสำหรับอนาคตโดยเฉพาะ Euro 2028

การเริ่มต้นด้วยหนึ่งแต้มใน Amsterdam ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

แต่ที่น่าสนใจคือ Klopp กำลังพยายามใช้ผู้เล่นจำนวนมากและแบ่งกลุ่มนักเตะออกเป็นสองชุดในช่วงโปรแกรม Nations League เพื่อทดลองทีมและลดภาระของนักเตะจากตารางแข่งขันที่แน่นขึ้น

ดังนั้นเกมนี้อาจไม่ใช่บทสรุปว่า Germany ของ Klopp จะเป็นอย่างไร

แต่มันคือบทแรก

และบทแรกนี้บอกเราว่า Germany มีความกล้า มีความสดใหม่ และมีผู้เล่นรุ่นใหม่พร้อมขึ้นมา แต่ยังต้องเรียนรู้วิธีปิดเกม

ส่วน Netherlands ของ Xavi ก็แสดงให้เห็นว่าแม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่พวกเขามีความเชื่อจนถึงวินาทีสุดท้าย

เกมนี้จึงจบลงแบบที่ฟุตบอลทีมชาติมักชอบทำกับคนดู—ปล่อยให้เราคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว ก่อนจะโยนประตูหนึ่งลูกใส่หน้าในช่วงทดเวลา

และนั่นแหละ…

ฟุตบอล

เพราะฟุตบอลไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ…แต่มันคือเรื่องราวของคนที่ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

แล้วคุณล่ะ ถ้าต้องเลือกจากเกมแรกของทั้งสองยุค Netherlands ของ Xavi หรือ Germany ของ Klopp ทีมไหนดูมีภาพของอนาคตที่น่าจับตามองมากกว่ากัน?

UEFA Nations League - Round 1 :

้ำหน้าฟุตบอล

ที่อยู่

Siam
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Offside - ล้ำหน้าฟุตบอลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท