Sportonomics

Sportonomics

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Sportonomics, กีฬา, Bangkok.

Sportonomics
Decode the business behind the game.
ตัวเลข • สัญญา • การตลาด • มูลค่า
มองกีฬาแบบมืออาชีพ เข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง
-------------------
ติดต่องาน :
e-mail : [email protected]
line id : phee_the_kid

Photos from Peace of Mind Trader's post 26/05/2026

การเข้ารอบรายการใหญ่ๆ...รายได้มหาศาลลลลล

20/04/2026

จากนักฟุตบอลสู่เซียนโป๊กเกอร์ระดับโลก

จากสนามฟุตบอลสู่โต๊ะโป๊กเกอร์ระดับโลก
ความสำเร็จที่เริ่มจากการกล้า "เลิก" ในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี

ในวงการโป๊กเกอร์ระดับ High Stakes นั้น
มีผู้เล่นไม่กี่คนที่โดดเด่นทั้งในแง่ ฝีมือ บุคลิก และเส้นทางชีวิต

Mario Mosböck คือหนึ่งในนั้น
และถ้าคุณคิดว่าเขามาถึงจุดนี้ได้เพราะโชค คุณอาจต้องคิดใหม่

อย่างน้อยผมก็เป็น 1 ในนั้นแหล่ะครับ โคตรชอบเฮียมาริโอ้เลยเลย..

ลองอ่านเรื่องราวของ Mario กันครับ

♠️ ก่อนจะเป็นนักโป๊กเกอร์ เขาคือนักฟุตบอลอาชีพ

ไม่ใช่แค่ "เคยเล่นฟุตบอล" แบบคนทั่วไปนะครับ
Mario เล่นฟุตบอลระดับ Bundesliga ของประเทฯออสเตรียอย่างจริงจัง และใช้ชีวิตอยู่กับลูกฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

แต่เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขากลับถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
"เราอยากทำแบบนี้ต่ออีก 15 ปีจริงๆ ไหม?"

คำตอบคือ ไม่..เพราะรู้ตัวว่า เขาไม่มีความสุข
และหลังจากนั้น เขาบอกว่าไม่เคยคิดถึงฟุตบอลอาชีพแม้แต่วันเดียว

บทเรียนข้อที่ 1 : ความกล้าที่จะหยุดในสิ่งที่ "ดูดี" แต่ไม่ใช่ตัวเอง
คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ใช่
---

♠️ เด็กอายุ 11 ปี กับนาฬิกาปลุกตอนตี 2:30

Mario ค้นพบโป๊กเกอร์ครั้งแรกจากการดู World Series of Poker ทางทีวี
เขาเริ่ม Online Poker และเล่น Free Roll ทันที (ไม่ได้ใช้เงินจริงเล่น)

ในช่วงที่ยังเล่นไม่ได้ด้วยเงินจริง วิธีแก้ปัญหาของเขาคือ ตั้งนาฬิกาปลุกตี 2:30 เพื่อลุกมาเล่นทัวร์นาเมนต์ที่ได้ตั๋วจาก Play Money

เป้าหมายในคืนนั้นเรียบง่ายมาก
ขอชนะแค่ $1.50 เพื่อเอาไปเล่นต่อในโต๊ะเดิมพันจริง

เขาเล่น Free Roll ทุกวันนานถึง 2 ปี ก่อนที่จะเริ่มประสบความสำเร็จครั้งแรก ไม่มีโค้ช ไม่มีเพื่อนที่เล่นด้วย มีแค่ YouTube และความหมกมุ่นในเกม

บทเรียนข้อที่ 2 : ไม่มีใครข้ามขั้นตอนได้ ความสำเร็จที่ยั่งยืนสร้างจากการสะสมทีละเล็กทีละน้อย แม้แต่คนที่วันนี้เล่นบนโต๊ะ $1 Million Buy-in
----

♠️ อายุ 13 ปี ชนะได้เงิน $30,000 และครอบครัวที่เปลี่ยนชีวิตเขา

เพราะอายุยังน้อย บัญชีที่เล่นอยู่จึงลงทะเบียนในชื่อแม่
เมื่อเขาชนะเงินก้อนใหญ่ เขาเดินไปบอกแม่ตามตรง

สิ่งที่น่าประทับใจคือ ครอบครัวเขาไม่ได้ใช้เงินนั้นอย่างสิ้นคิด
พวกเขานำไปลงทุนในหุ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือพวกเขา เชื่อใจเขา ในช่วงเวลาที่เขาอายุแค่ 13 ปี

บทเรียนข้อที่ 3 : Bankroll Management เริ่มจากวิธีคิดเรื่องเงิน ไม่ใช่แค่กฎตัวเลข ถ้าคุณชนะแล้วใช้หมด คุณยังไม่ได้เริ่มเดินทางจริงๆ
----

♥️ ทำไมเขาถึงเก่งกว่าคนอื่นในช่วงการเล่นที่กดดันสูงที่สุด?

Mario เปิดเผยว่าเขาและพ่อเป็นคนหัวแข็งด้วยกันทั้งคู่ ทำให้วัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน แต่นั่นกลายเป็น ทักษะโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาเคยชินกับสภาวะที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

ในโต๊ะ High Roller Poker ที่คนอื่นรู้สึกหัวใจแทบจะหยุดเต้น
เขากลับรู้สึกว่านั่นคือสภาพแวดล้อมที่เขา ทำงานได้ดีที่สุด

บทเรียนข้อที่ 4 : ความสามารถในการรับมือกับความกดดันไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ ยิ่งคุณฝึกเล่นในสถานการณ์กดดัน คุณยิ่งจะเป็นอิสระจากมัน
----

♥️ บทเรียนที่คนเล่นโป๊กเกอร์ส่วนใหญ่มองข้ามเรื่องของภาวะ Burnout

Mario ยอมรับตรงๆ ว่าในช่วงหนึ่ง เขาเล่นออนไลน์ทุก Series ทุกวันอาทิตย์ราวกับว่าถ้าพลาดไปสักทัวร์นาเมนต์หนึ่ง โลกจะพังทลายกันเลย

จนถึงจุดที่เขาหยุดเล่นและหยุดทุกอย่างเกี่ยวกับโป๊กเกอร์โดยสมบูรณ์นานถึง 2 เดือน เมื่อกลับมา เขากลับมาด้วยความรักและพลังงานอันเต็มเปี่ยม

และ 6 เดือนถัดมาคือช่วงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต

บทเรียนข้อที่ 5 : Equity ในเกมโป๊กเกอร์ไม่ได้อยู่แค่ในไพ่ แต่อยู่ในสภาพจิตใจของคุณด้วย คนที่เล่นด้วยความเหนื่อยและบังคับตัวเอง มักจะเสียมากกว่าที่คิด
----

♦️ วิธีคิดที่ทำให้เขาแตกต่าง — Process Over Outcome

Mario กล่าวไว้ว่าเขาเคยเป็นคนที่ใช้ผลลัพธ์ขับเคลื่อนชีวิต แต่วันนี้เขาคิดต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

"การชนะทัวร์นาเมนต์ทำให้รู้สึกดีแค่ 20 นาที แล้วชีวิตก็กลับมาปกติ ดังนั้นผมเลือกที่จะทำให้ทุกชั่วโมงก่อนถึงตอนนั้นมีความสุขให้ได้มากที่สุด"

เขาแยกความผิดพลาดออกเป็น 2 ประเภทชัดเจน

ผิดพลาดเพราะ ยังไม่รู้ → ให้อภัยตัวเองได้ นั่นคือการเรียนรู้
ผิดพลาดเพราะ เหนื่อยและไม่คิด → นี่คือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องแก้ไข

บทเรียนข้อที่ 6 : การตัดสินใจที่ดีที่สุดไม่ได้เกิดจากคนที่เก่งที่สุด แต่เกิดจากคนที่อยู่ในสภาพพร้อมที่สุด
----

♦️ Mario Mosböck ไม่ได้สอนผมแค่เรื่องโป๊กเกอร์

เขาทำให้ผมตระหนักว่า

ความสำเร็จระยะยาวสร้างจากการรู้จักตัวเอง
รู้ว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองเก่งขึ้น และอะไรที่ทำลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

เขาเริ่มจาก Free Roll ตอนตี 2 ครึ่ง
และวันนี้เขานั่งอยู่บนโต๊ะที่คนส่วนใหญ่ในโลกไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะไปถึง

และเส้นทางนั้นไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์
แต่เกิดจาก กระบวนการ ความอดทน และการรู้จักตัวเอง
----

🏆 ผลงานของ Mario Mosböck

- $1 Million One Drop — จบอันดับ 2 คว้าเงินรางวัล $4.7 ล้านเหรียญ
- Triton Monaco 40K Mystery Bounty — ชนะการแข่งขัน รับเงิน $1.5 ล้านเหรียญ
- ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Brand Ambassador ให้กับ CoinPoker

พีร์ Peace of Mind Trader





📌 ถ้าเพื่อนๆชอบบทความแนวนี้ คอมเมนต์มาเลยว่าอยากให้เขียนถึงนักโป๊กเกอร์คนไหนต่อไปครับ ไม่ว่าจะเป็น Fedor Holz, Phil Ivey หรือผู้เล่นคนโปรดของคุณ เขียนชื่อไว้ได้เลย แล้วผมจะนำมาเขียนให้ครับ

03/01/2026

: เราลองมานั่งคุยเรื่องกีฬาแบบเจาะลึกกันจริงๆ หนึ่งในคำถามที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ "อะไรคือความสำเร็จที่ยั่งยืนที่สุด?"

ในลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดอย่าง NFL หลายคนชอบล้อเล่นว่าชื่อย่อของมันย่อมาจาก "Not For Long" เพราะนักกีฬาที่นี่ใช้ร่างกายเปลืองมากครับ วิ่งชนอัดกันจนอายุงานเฉลี่ยแค่ 3-4 ปีก็ต้องโบกมือลาสนามกันแล้ว

แต่ถ้าสังเกตดีๆ เราจะเห็นชายที่ชื่อ Tom Brady เดินสวนกระแสคนทั้งโลก เขาเล่นจนถึงอายุ 45 ปี แบบที่ยังคว้าแชมป์ได้อยู่เลย

วันนี้ผมเลยอยากชวนมาถอดรหัสกันว่า ในวันที่ร่างกายพยายามบอกให้เขาเลิก แต่ทำไมเขายิ่ง "รวย" และ "เก่ง" ขึ้นกว่าเดิม... เขาใช้สูตรไหนบริหารชีวิต?

1. มองร่างกายเป็น "สินทรัพย์" ไม่ใช่แค่ "เครื่องมือ"

- เรามักเห็นนักกีฬาส่วนใหญ่ใช้งานร่างกายแบบทิ้งขวางเหมือนรถเช่า แต่อยากชวนมาดูวิธีที่ Brady ทำครับ เขาดูแลร่างกายตัวเองเหมือน "เครื่องจักรเกรดพรีเมียม" ที่ต้องบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Maintenance) ตลอดเวลา

- เขาไม่ได้เน้นแค่เข้ายิมยกเหล็กให้หนัก แต่เขาลงทุนจ้างพ่อครัวและเทรนเนอร์ส่วนตัวมาดูแลเรื่อง "ความยืดหยุ่น" (Pliability) โดยเฉพาะ หลายคนอาจจะมองว่าเขา "เยอะ" หรือ "จ่ายแพงเกินไป"

- แต่ถ้ามองในเชิงตัวเลข การลงทุนปีละไม่กี่ล้านเหรียญเพื่อให้เขาเล่นต่อได้อีกเป็นสิบปี โดยรับค่าจ้างปีละ 30-40 ล้านเหรียญ... นี่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมหาศาล (ROI) ที่นักลงทุนคนไหนก็ต้องยอมรับครับ


2. เปลี่ยน "ไลฟ์สไตล์" ให้เป็น "โมเดลธุรกิจ"

- จุดที่ผมว่า Brady ฉลาดมาก คือเขาไม่ได้แค่เก็บความลับในการดูแลตัวเองไว้ใช้คนเดียวครับ แต่เขาแปรรูปมันออกมาเป็นแบรนด์ TB12

- เขาเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่ดูน่าเบื่อ ทั้งการกิน การนอน และการซ้อม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ทั้งวิตามิน อุปกรณ์ออกกำลังกาย หรือหนังสือ มันคือการทำ Scalability ในเชิงธุรกิจครับ จากเดิมที่ต้อง "ลงแรง" ไปวิ่งในสนามเพื่อให้ได้ค่าจ้าง

- เขาเปลี่ยนมาเป็น "ใช้แบรนด์" ทำงานแทน นี่คือวิธีคิดที่นักกีฬาที่มีความเข้าใจธุรกิจมักจะทำกัน เพื่อสร้างรายได้ที่ไม่ต้องแลกด้วยความบาดเจ็บอีกต่อไป


3. พลังทวีของการ "ยืนระยะให้ได้นานพอ" (The Compounding Effect)

- เรื่องที่พีคที่สุด ซึ่งผมมองว่าเป็นบทเรียนที่คลาสสิกมากคือสัญญาหลังเกษียณของเขาครับ

- เชื่อไหมครับว่าตลอด 23 ปีที่เขาเจ็บตัวในสนาม เขาทำเงินไปได้มหาศาลก็จริง แต่ทันทีที่เขาเลิกเล่น Fox Sports กลับยื่นสัญญานักวิเคราะห์ให้เขาสูงถึง 375 ล้านเหรียญ (ราวๆ 1.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งมากกว่าเงินรวมทั้งหมดที่เขาหาได้จากการลงไปแข่งจริงๆ เสียอีก!

- ทำไม Fox ถึงกล้าจ่าย? คำตอบคือ "ความน่าเชื่อถือ" ที่สั่งสมมาตลอด 23 ปีครับ ความยาวนาน (Longevity) มันสร้างมูลค่าเพิ่มแบบทบต้น ยิ่งคุณอยู่นานและเก่งสม่ำเสมอ มูลค่าแบรนด์ของคุณจะพุ่งเป็นทวีคูณ จนถึงจุดหนึ่งที่คนยอมจ่ายให้ "ชื่อเสียง" ของคุณมากกว่า "หยาดเหงื่อ" ของคุณเสียด้วยซ้ำ
....

บทสรุปเล็กๆ ที่เราพอจะเอามาปรับใช้ได้...

ไม่ว่าเราจะเป็นนักกีฬา นักธุรกิจ หรือคนทำงานอาชีพไหนก็ตาม บทเรียนจาก Brady บอกเราว่า "การรักษาเครื่องจักรผลิตเงิน (ซึ่งก็คือตัวเราเอง) ให้ยืนระยะได้นานที่สุด" คือกลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุดครับ

เพราะในโลกของการแข่งขัน ชัยชนะสุดท้ายอาจไม่ได้เป็นของคนที่วิ่งเร็วที่สุดในตอนแรก แต่อาจเป็นของคนที่รู้วิธี "รักษาตัว" และ "รักษามาตรฐาน" ไว้ได้นานพอ จนถึงวันที่พลังทวี (Leverage) ของประสบการณ์และชื่อเสียงทำงานแทนเรานั่นเองครับ
....

คิดเห็นยังไงกันบ้างครับ? มีใครที่มองเรื่องการ "ยืนระยะ" เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเหมือน Brady บ้าง มาแชร์กันได้นะ 👇



รอบหน้าอยากให้ผมลองแกะรอยวิธีคิดของใคร หรือสงครามธุรกิจในกีฬาประเภทไหนอีกไหมครับ? พิมพ์บอกทิ้งไว้ได้เลย!

02/01/2026

'Mandala Chart' กุญแจสู่การจัดระเบียบความคิดและพิชิตเป้าหมายอย่างเป็นระบบ

บทความนี้อยากให้ทุกคนได้อ่านจริงๆครับ ไม่เกี่ยวกับหุ้นแต่ดีแน่ๆ

ถ้าคุณมีเป้าหมาย แต่ยังรู้สึกว่ายังจับทางไม่ถูก
บทความนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เรียบง่ายที่สุด

: 'Mandala Chart' กุญแจสู่การจัดระเบียบความคิดและพิชิตเป้าหมายอย่างเป็นระบบ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแผนการที่รอบด้านคือสิ่งจำเป็นเพื่อนำทางชีวิตสู่ความสำเร็จ

หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังและได้รับการยอมรับจากผู้ประสบความสำเร็จมากมายคือ "Mandala Chart" (มณฑลาชาร์ต) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mandal-Art ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แผนภาพธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบความคิดและแปลงความฝันให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้

1️⃣ Mandala Chart คืออะไร?
Mandala Chart เป็นแผนภาพที่ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่นโดยคุณอิไมซึมิ ฮิโรอากิ (Imaizumi Hiroaki) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ "มณฑล" ในวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งหมายถึงศูนย์กลางของจักรวาลหรือความสมบูรณ์แบบ

แผนภาพนี้ประกอบด้วยตารางหลักขนาด 3x3 ช่อง รวมทั้งหมด 9 ช่อง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การ "ขยายความคิดจากศูนย์กลาง" ออกไปยังส่วนประกอบย่อยๆ อย่างเป็นระบบ

2️⃣ ทำไมต้องใช้ Mandala Chart?
หลายคนอาจคุ้นเคยกับการใช้ Mindmap ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการระดมสมองแบบอิสระ แต่บางครั้ง Mindmap ก็อาจทำให้ความคิดกระจัดกระจายและขาดความเชื่อมโยงที่ชัดเจน Mandala Chart เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยจุดเด่นดังต่อไปนี้:

1. ความชัดเจนของเป้าหมาย: บังคับให้คุณระบุเป้าหมายหลักที่แน่นอนไว้ตรงกลาง ช่วยให้ไม่หลงประเด็น

2. การคิดอย่างรอบด้าน: การมี 8 ช่องล้อมรอบเป้าหมายหลัก ช่วยให้คุณแตกความคิดออกเป็น 8 ด้านสำคัญที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย

3. การแปลงสู่การปฏิบัติ: ด้วยโครงสร้างที่แตกย่อยจาก 8 หัวข้อหลัก ไปสู่ 8 แผนปฏิบัติการย่อยในแต่ละหัวข้อ ทำให้เกิดแผนที่รวม 81 ช่อง ที่ละเอียดพอสำหรับการลงมือทำจริง

4. เห็นภาพรวมและรายละเอียด: ช่วยให้มองเห็นความเชื่อมโยงของทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เป้าหมายใหญ่สุด ไปจนถึงขั้นตอนการทำที่เล็กที่สุดในหน้าเดียว

3️⃣ โครงสร้างและการทำงานของ Mandala Chart

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้ลองจินตนาการถึงการ "ระเบิดไอเดียออกจากจุดศูนย์กลาง" เหมือนการโยนหินลงน้ำแล้วเกิดคลื่นแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง

โดยมีโครงสร้างหลักเป็นตาราง 9x9 ช่อง (รวม 81 ช่อง)

ซึ่งแบ่งการทำงานเป็น 3 ชั้น ดังนี้ครับ:

ชั้นที่ 1: ช่องกลาง (Core Goal) - "หัวใจของแผนภาพ" เปรียบเสมือน "ไข่แดง" ที่อยู่ตรงกลางสุด คุณต้องระบุเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุด หรือปัญหาที่อยากแก้ไขให้ชัดเจนเพียงอย่างเดียว เช่นเป้าหมายชีวิต การงาน หรือการพัฒนาตัวเอง

ชั้นที่ 2: ช่องรอง 8 ช่อง (Sub-Goals) - "เสาหลักสู่ความสำเร็จ" เปรียบเสมือน "ไข่ขาว" ที่ล้อมรอบไข่แดงไว้ ทั้ง 8 ช่องนี้ใช้สำหรับระบุองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายหลักเป็นจริงได้ เป็นการแตกเป้าหมายใหญ่ออกเป็น 8 ด้านที่จัดการได้ง่ายขึ้น

ชั้นที่ 3: ตารางย่อย 8 ตาราง (Action Plans) - "แผนปฏิบัติการเจาะจง" เปรียบเสมือน "เปลือกนอก" ที่ห่อหุ้มทุกอย่างไว้ โดยนำหัวข้อรองแต่ละข้อมาวางเป็นจุดศูนย์กลางของตารางย่อย 3x3 แล้วเขียนวิธีปฏิบัติ 8 อย่างที่เจาะจงลงไป ชนิดที่ว่า "ตื่นมาแล้วรู้ทันทีว่าต้องทำอะไร"

สรุปการทำงาน:
เป้าหมายใหญ่ (1) → แตกเป็นหัวข้อรอง ( 8 ) → แตกเป็นวิธีทำจริง (64)

เมื่อเติมครบ 81 ช่อง คุณจะได้แผนที่ความสำเร็จที่ละเอียดที่สุดในหน้ากระดาษเดียว

4️⃣ ตัวอย่างการนำไปใช้จริง

เพื่อให้เห็นภาพว่า Mandala Chart เปลี่ยน "ความฝัน" ให้กลายเป็น "ความจริง" ได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างจากสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้ครับ:

4.1) ตัวอย่างที่ 1: การพัฒนาตนเอง (ด้านหุ่นดีและสุขภาพ)

เป้าหมายหลัก (Core Goal): "หุ่นเฟิร์ม สุขภาพแข็งแรงภายใน 1 ปี"

หัวข้อรอง (Sub-Goals): การกิน, การออกกำลังกาย, การนอน, สุขภาพจิต, วินัย ฯลฯ

แผนปฏิบัติการ (Action Plan - ตัวอย่างด้านการกิน):

-ลดน้ำตาลและของหวาน 50%
- ดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร
- กินโปรตีนให้ถึงในทุกมื้อ
- งดของทอดและของมัน
- เน้นกินผักใบเขียวครึ่งจาน
- ทำอาหารกินเองมื้อเย็น
- งดกินจุกจิกหลัง 2 ทุ่ม
- ฝึกอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ

4.2) ตัวอย่างที่ 2: การเป็นเทรดเดอร์ที่เก่งขึ้น

เป้าหมายหลัก (Core Goal): "เป็นเทรดเดอร์มือโปร ทำกำไรสม่ำเสมอและยั่งยืน"

หัวข้อรอง (Sub-Goals): ระบบเทรด, การบริหารความเสี่ยง, จิตวิทยา, การบันทึกผล ฯลฯ

แผนปฏิบัติการ (Action Plan - ตัวอย่างด้านจิตวิทยาการเทรด):

- นั่งสมาธิ 10 นาทีก่อนเปิดกราฟ
- ยอมรับการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของเกม
- ไม่เทรดเอาคืน (Revenge Trading)
- หยุดเทรดทันทีเมื่อกำไร/ขาดทุนถึงเป้าที่ตั้งไว้
- จดบันทึกอารมณ์ทุกครั้งที่กดออเดอร์
- อ่านหนังสือจิตวิทยาการลงทุนเดือนละเล่ม
- ไม่เข้าเทรดถ้าหน้าเทรดไม่ตรงตามแผน
-พักสายตาจากจอทุก 1 ชั่วโมง

4.3) ตัวอย่างที่ 3: การพัฒนาทักษะการสื่อสาร

เป้าหมายหลัก (Core Goal): "พัฒนาทักษะการสื่อสารเพื่อการทำงาน"

หัวข้อรอง (Sub-Goals): ฝึกพูดในที่สาธารณะ, การเขียนบทความ, การสร้างเครือข่าย ฯลฯ

แผนปฏิบัติการ (Action Plan): ลงคอร์ส Public Speaking, ฝึกเล่าเรื่องหน้ากระจกวันละ 5 นาที, เขียนบันทึกสรุปบทความลงโซเชียลสม่ำเสมอ เป็นต้น

4.4) ตัวอย่างที่ 4: การวางแผนธุรกิจ
เป้าหมายหลัก (Core Goal): "เพิ่มยอดขายธุรกิจ 20% ภายในไตรมาสเดียว"

หัวข้อรอง (Sub-Goals): การตลาดออนไลน์, การพัฒนาผลิตภัณฑ์, การบริการลูกค้า ฯลฯ

แผนปฏิบัติการ (Action Plan): ยิงโฆษณา Facebook เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่, สำรวจความพึงพอใจลูกค้าเก่าเพื่อปรับปรุงบริการ, จัดโปรโมชั่น Bundle Set กระตุ้นยอดซื้อ

5️⃣ บทสรุปแบบ Peace of Mind Trader : วินัยเริ่มต้นที่แผนที่ชัดเจน

ดังคำกล่าวที่ว่า "วินัย คือการไม่ลืมว่าคุณเค้าสัญญากับตัวเองว่าเป็นใคร"

Mandala Chart คือเครื่องมือที่ช่วยบันทึกสัญญาเหล่านั้นให้กลายเป็นแผนภาพที่ชัดเจนและเป็นระบบ มันไม่เพียงช่วยให้คุณจัดระเบียบความคิดเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างวินัยในการลงมือทำ ด้วยการเห็นภาพรวมของเป้าหมายทั้งหมด และรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน

หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยนำทางคุณสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายเล็กหรือใหญ่ ลองให้โอกาส Mandala Chart แล้วคุณจะพบว่าการเดินทางสู่ความสำเร็จนั้นเป็นไปได้จริงและจับต้องได้มากกว่าที่คิด

ผมหวังว่าหลังอ่านบทความนี้จบ
เพื่อนๆจะสร้าง Mandala Chart ของตัวเองและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ครับ




01/01/2026

: ถอดรหัส..สมองอัจริยะ "เลอบรอน เจมส์"

ผมเพิ่งได้อ่านบทความ "The intellect of LeBron James" จากเว็บของสำนักพิมพ์ Washington Post เขียนโดยคุณ Kevin Merida แล้วชอบมาก เลยอยากมาแชร์เรื่องราวให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ

ในโลกของบาสเกตบอล หลายคนจดจำ เลอบรอน เจมส์ (LeBron James) ในฐานะนักกีฬาที่มีพลังทางร่างกายเกินมนุษย์ ชายผู้ทำลายสถิติ และราชาแห่งวงการ NBA มาตลอดกว่าสองทศวรรษ

แต่ในวันที่เขาก้าวย่างเข้าสู่บทสุดท้ายของอาชีพ สิ่งที่ทำให้เขายังคงตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุด ไม่ใช่เพียงแค่พละกำลัง...

แต่คือ "สติปัญญา" (Intellect)

บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจโลกเบื้องหลังสายตาคู่นั้น ผ่านพอดแคสต์ชื่อดัง "Mind the Game" ที่เลอบรอนไม่ได้มาโชว์แค่ลูกดังก์ แต่มาเปลือยโครงสร้างทางความคิด การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และ "วินัย" ที่เขาเคยสัญญากับตัวเองไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กยากจนในเมือง Akron, Ohio, United States

เขาสร้างอาณาจักรพันล้านและรักษาระดับความสุดยอดมาได้นานขนาดนี้ได้อย่างไร? ทั้งที่เขาไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย?

ร่วมค้นหาคำตอบว่าทำไม "ความฉลาด" ของชายคนนี้ ถึงเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับทุกคนที่กำลังพยายามไปให้สุดในเส้นทางของตัวเอง...

เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเกมกีฬา แต่มันคือ "เกมของความคิด" นั่น

1) ถอดรหัสความคิดผ่าน "Mind the Game"
ในขณะที่ เลอบรอน เจมส์ (LeBron James) ยอดนักบาสเกตบอลวัย 41 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของอาชีพ (ฤดูกาลที่ 23) เขาได้แสดงให้โลกเห็นว่า "สติปัญญา" ของเขานั้นล้ำลึกเพียงใดผ่านพอดแคสต์ "Mind the Game" ซึ่งเขาจัดร่วมกับ สตีฟ แนช (Steve Nash)

พอดแคสต์นี้ไม่ใช่แค่รายการพูดคุยทั่วไป แต่มันคือ "หน้าต่างสู่ความคิด" ของหนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ด้านบาสเกตบอลอย่างถ่องแท้ (Hoops Knowledge) โดยเน้นไปที่การวิเคราะห์กลยุทธ์ รายละเอียดเชิงลึก และไม่มีการเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ

2) นิยามใหม่ของคำว่า "สติปัญญา" (Intellect)
ผู้เขียนชวนให้เรามองคำว่า "สติปัญญา" ในมุมที่กว้างขึ้น (Elasticity) แทนที่จะยึดติดกับบรรทัดฐานเดิมๆ:

- ความฉลาดที่ไม่ใช่แค่ในตำรา:
หากมองตามมาตรฐานทั่วไป เลอบรอนอาจไม่ใช่ "คนฉลาดแบบมีการศึกษาสูง" (เขาสูงแค่ระดับมัธยมและไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย) และบางครั้งเขาก็ทำสิ่งที่น่าฉงน เช่น การถือหนังสือประวัติมาลคัม เอ็กซ์ แต่กลับอธิบายเนื้อหาไม่ได้ชัดเจน

- ความฉลาดที่หลากหลาย (Multiple Intelligences):
ตามทฤษฎีของ Howard Gardner เลอบรอนมีความฉลาดที่โดดเด่นในหลายด้าน:

- ความฉลาดทางมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence):
ความสามารถในการมองเห็นภาพในหัว รูปแบบ และช่องว่างในสนามบาสเกตบอลอย่างทะลุปรุโปร่ง

- ความจำในระดับไมโครสโคป:
เลบรอนสามารถจำรายละเอียดการเล่นของนักกีฬาคู่แข่งในยุค 90 ได้อย่างแม่นยำ

- วินัยและการเตรียมพร้อม: เขามีวินัยในการฝึกซ้อมและการดูแลร่างกายที่ไม่มีใครเทียบได้ (Unmatched work ethic)

3) ความฉลาดทางกลยุทธ์และการทำธุรกิจ
เลอบรอนแสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการตัดสินใจตั้งแต่วัยรุ่นแล้วครับ

- ความมั่นใจในตัวเอง:
ตอนอายุ 18 เขาเคยปฏิเสธเช็คเงินสด 10 ล้านดอลลาร์จาก Reebok ที่ยื่นให้ต่อหน้า เพียงเพราะเขาต้องการเปรียบเทียบข้อเสนอกับเจ้าอื่นก่อน จนสุดท้ายจบลงที่ Nike

- การเลือกพันธมิตร:
เลบรอนมีวิสัยทัศน์ในการเลือกใช้เพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้มาช่วยสร้างอาณาจักรธุรกิจจนกลายเป็นพันล้าน (Billionaire) แม้ในขณะที่เขายังเล่นกีฬาอยู่

4) การเรียนรู้และช่วงสุดท้ายของอาชีพ
ในพอดแคสต์ เลอบรอนร่วมกับแขกรับเชิญระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง สเตฟเฟน เคอร์รี และ เควิน ดูแรนท์ ได้แบ่งปันมุมมองการใช้ชีวิต:

- วินัยและการเปลี่ยนผ่าน:
เลอบรอนเล่าว่าในวัย 41 เขาหันมาเล่นพิลาทิส โยคะ และกอล์ฟ เพื่อท้าทายสมองในรูปแบบใหม่และถนอมร่างกาย

- มุมมองต่ออนาคต:
เลบรอนปฏิเสธเรื่องการเป็นโค้ชในอนาคต (โอกาสเป็นศูนย์) และยอมรับความจริงที่ว่าความสม่ำเสมอของร่างกายกำลังลดลง

- การดื่มด่ำกับปัจจุบัน:
สตีฟ แนช ให้แง่คิดว่าเมื่อวันหนึ่งที่เลิกเล่นไป ความรู้สึกเหล่านั้นจะไม่กลับมาอีก เลอบรอนจึงย้ำเตือนตัวเองว่า "ต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด"

#บทสรุปจากผู้เขียน
คุณ Kevin Merida คาดการณ์ว่าฤดูกาลหน้าอาจเป็นปีสุดท้ายของเลอบรอน และเขาควรค่าแก่การเฉลิมฉลองในฐานะผู้ที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับวงการกีฬา ไม่ใช่แค่ในฐานะนักกีฬาที่แข็งแกร่ง แต่ในฐานะมนุษย์ที่มีสติปัญญาอันล้ำเลิศในการจัดการชีวิตและอาชีพของตนเอง

#บทสรุปจากSportonomics
พอดแคสต์ "Mind the Game" ไม่ใช่แค่รายการคุยเรื่องบาสเกตบอล แต่มันคือการ Case Study ถึงการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ที่ดีที่สุดเท่าที่โลกกีฬาเคยมีมา

เลบรอนกำลังสอนเราว่า "ความเก่ง" อาจพาคุณไปถึงจุดสูงสุดได้ แต่ "สติปัญญาและการวางแผน" เท่านั้นที่จะทำให้คุณยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้นานกว่าใครเพื่อน

"เพราะเกมที่ยากที่สุด ไม่ได้เล่นในสนาม... แต่เล่นอยู่ในความคิด"

Sportonomics




-----
Ref : บทความจาก washington post เขียนโดย Kevin Merida

LeBron James

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok