25/08/2026
อยากวิ่งดี หรือ ทุก ๆ กีฬา มิติของการฝึก Strength มันไม่ได้มีแค่ยกแล้วกล้ามใหญ่ ยกแล้วทนทาน แต่มันมีเรื่องผลด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชย์ในการฝึกอยู่ มันไม่ไม่จบแค่ “ยกท่าไหน” หรือ “ยกกี่ที”
อันนี้แค่ Eccentric นะ ยังฝึกได้หลากหลาย ใครไปท่องจำมาแค่เป็นจังหวะยืดออกช้า ๆ นี่อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่อยากได้ตรงตามเป้าหมายเท่าไหร่ ในคลาส ยังมีไอเดียอื่น ๆ อีกเพียบเลย
ส่วนใครมาบอก ฝึกตัวเปล่า ฝึก Plyos หรือ Strength ก็เพิ่ม RE เหมือนกัน คือถ้าคนมันมีจุดให้พัฒนา ยิ่งเราอ่อนอันไหน ทำนิด ๆ หน่อย ๆ มันเพิ่มอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ แต่คลาสเราจะช่วยทำให้เข้าใจว่า ถ้าเราเข้าใจสรีระวิทยา การฝึก Strength training เนี่ย เราจะเลือกแบบฝึกที่ลดความล้า แต่ยังได้ผลดีกับการวิ่งได้ ไม่ใช่ไปตั้งคำถามกับ AI แต่พื้นฐานความเข้าใจในเรื่องนั้นมีน้อยเกินไป AI มันก็ให้ข้อมูลไปเรื่อยอ่ะแหละ ใครสนใจ รอบ 6กย นี้… #เต็ม!! (เกริ่นมาตั้งนาน จะอวดแค่นี้แหละ) รอบต่อไป น่าจะปลาย ตค รอวันอัพเดตอีกทีนะค้าบบบ
Eccentric 5 แบบ ⬅️➡️ ประโยชน์แตกต่างกัน
1. Eccentric contraction หมายถึงจังหวะ ที่กล้ามเนื้อเกิดการยืดออกจากกัน มักจะเป็นหนึ่งในพาร์ทของ dynamic movement ในท่าฝึกต่างๆ คือจังหวะที่เราผ่อนแรงเพื่อสร้างการเคลื่อนไหว Eccรูปแบบนี้จัดเป็นการฝึกแบบ submaximal เรายอมให้กล้ามเนื้อยืดเอง อาจจะเหมาะก็เป้าหมาย hypertrophy หรือnormal movement ทั่วๆไป
2. Supra-eccentric หมายถึงการทำ eccentric contraction แต่ใช้น้ำหนักที่หนักมาก จนเราไม่สามารถออกแรงทำ concentric contraction ในครั้งต่อไปได้ แบบนี้เราไม่ได้ยอมผ่อนแรงให้กล้ามเนื้อยืด แต่มันสุดสู้ไม่ไหวจริงๆ กล้ามเนื้อเลยเกิดการยืดออก เป็นการฝึกที่มักจะใช้น้ำหนักมากกว่า 1RM concentric รูปแบบนี้ใช้พัฒนา eccentric strength ดีที่สุด
3. Tempo eccentric รูปแบบนี้เป็น eccentric contraction เหมือนข้อ1ทุกอย่าง แต่เราควบคุมจังหวะยืด ให้ช้าลง อาจจะ 3-4-5วินาที แล้วแต่เป้าหมาย ในทางทฤษฎีมีข้อดีและข้อเสีย ยิ่งเราจงใจทำช้าทำไหร่ ยิ่งใช้กล้ามเนื้อน้อยลง แต่ข้อดีคือ การถ่ายแรงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. EQI หรือ Eccentric quasi isometric คือการทำ isometric ในมุมใดมุมหนึ่งก่อน จนหมดแรง แล้วเมื่อกล้ามเนื้อหมดแรง จะเกิด eccentric contractionแบบไม่ตั้งใจ เพราะเราหมดแรงแล้ว เราจึงต้านไม่ไหว EQIนี้ตั้งใจให้เกิดความล้าสูงๆ งานวิจัยมักใช้วิธีนี้ในการฝึกทดแทน Supra eccentric ที่ไม่สามารถเล่นคนเดียวได้
5. Fast eccentric คือจังหวะ eccentric contraction ที่ใช้น้ำหนักเบามาก sub maximal แต่ตั้งใจทำเร็วๆ ให้กล้ามเนื้อยืดออกไวๆ มักใช้ในการฝึกกีฬา เพราะจะมีผลกับการส่งแรงครั้งต่อไปที่เรียกว่า Stretch-shortening cycle ได้
❓สรุป Eccentric strength คืออะไรนะพี่กอล์ฟ😂 ไม่รู้ ไม่บอก🤪
ใครอ่านจบพิม “ECC”
กอล์ฟ
22/08/2026
ในคอร์สนี่เอาเทคนิคการฝึกน่องและมัดอื่น ๆ ให้สร้าง Running Economy ไว้เพียบเลยฮะ #ว่าง3ที่ เจอกัน 6 กย 😁
ซื้อ Supershoe อาจจะดี(ต่อใจ) แต่วิ่งดีขึ้นไหม ไม่รู้ 😂
แต่เทรน soleus วิ่งดีขึ้นแน่นอน ...😎
เวลาพูดถึงคำว่า running performance เรามักจะคิดว่าคนที่จะวิ่งได้ดีขึ้นต้องมี VO2max สูงขึ้น
ซึ่งจริงๆแล้ว ระดับของ VO2maxสูงๆนั้น ต้องบอกว่า ยิ่งสูงยิ่งไม่เห็นผลต่างนัก เช่นการพยายามจะดันจาก 63ml/kg/min ไปเป็น65ml/kg/minอะไรแบบนี้ อาจจะไม่ต่างกันมาก
หลังจาก VO2max ราว60+เป็นต้นไปนั้น ปัจจัยอื่นก็จะเริ่มdominateมากขึ้น
เช่นเราควรต้องมี lactate threshold สูงขึ้น หรือไม่ก็ต้องฝึกให้กล้ามเนื้อสร้างแรงได้มากขึ้น
แต่จริงๆแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก และบางครั้งคนพูดถึงน้อยกว่าเรื่องพวกนี้ Running Economy
Running economy เอาแบบภาษาหนองมนคือ #คนวิ่งด้วยความเร็วเท่ากัน #ร่างกายใครใช้พลังงานน้อยกว่า
สมมติให้คนสองคนวิ่งที่ pace เท่ากัน คนหนึ่งใช้ oxygen 55 ml/kg/min แต่อีกคนใช้ 47 ml/kg/min คนหลังอาจจะยืนระยะได้ดีกว่าในเกมยาวเป็นต้น
คนที่สองไม่ได้แปลว่าหัวใจหรือปอดดีกว่าเสมอไป แต่หมายความว่า ร่างกายเขาอาจจะใช้พลังงานน้อยกว่าในการสร้างการเคลื่อนที่แบบเดียวกัน
มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม running economy ถึงมีความสำคัญมากใน distance runner และมัน #เริ่มจากการสร้างร่างกาย
เพราะถ้าต้องวิ่ง 21km 42km หรือยาวไปเป็น ultra สิ่งที่สำคัญไม่ได้มีแค่ว่าเรามีพลังงานในระบบมากแค่ไหน แต่ต้องดูด้วยว่า #ทุกก้าว #เราจ่ายพลังงานคุ้มไหม เหตุผลนึงที่พวกคุณๆสอนฟอร์มวิ่ง ปรับฟอร์มวิ่งนั้นนี้ ก็เพราะต้องการให้เกิดeconomyด้วย แต่นั้นก็เป็นการแก้ที่ปลายเหตุรูปแบบนึง ตราบใดที่ร่างกายไม่พร้อม เดี่ยวก็หมดถังอยู่ดี
หรือถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ... นักวิ่งที่economyดี เข้าใช้ร่างกายคุ้มกว่ามากๆ
และตรงนี้แหละครับที่พาเรามาถึงกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า ที่ผมจะแชร์จากวิจัยนี้
Soleus เป็น 1ใน3ของกล้ามเนื้อน่องเรา อยู่ใต้ gastrocnemius อีกที ก็เกาะตั้งแต่หัวกระดูก fibula แล้วกล้ามเนื้อก็ลากยาวมารวมกับโครงสร้างของ gastroc กลายเป็น Achilles tendon หรือเอ็นร้อยหวายที่รู้จักกัน
ตอนวิ่ง plantarflexion นี่สำคัญมาก เพราะช่วงที่เท้าสัมผัสพื้น เราต้องใช้แรงจาก plantarflexorเยอะมาก เพื่อรับแรง ส่งแรงดีดตัวเราออกจากพื้น
🔐 Soleus มันทำงานร่วมกับ Achilles tendon
ลองนึกภาพตอนเท้าของเราลงพื้น ในช่วงแรกของการแตะ Achilles tendon #กำลังถูกยืด พูดง่ายๆคือ กล้ามเนื้อกำลังสร้างแรง ในขณะที่ tendon กำลังรับแรงและเก็บพลังงานเอาไว้ในรูปของ elastic strain energy จากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วง propulsion tendon ที่ถูกยืดไว้ก็ปล่อยพลังงานนั้นกลับออกมา มันจึงทำหน้าที่คล้ายกับ spring
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเอ็น Achilles ไม่ได้มีหน้าที่แค่ “เอาแรงจากกล้ามเนื้อไปส่งที่กระดูก” แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
มา #เข้างานวิจัยนี้ 📕
เขานักวิ่ง recreational runners โดยแบ่งเป็นกลุ่ม training 13 คน และ control 10 คน
คนกลุ่ม training ไม่ได้หยุดวิ่งแล้วไปฝึกเวทอย่างเดียว แต่เพิ่มโปรแกรม muscle-tendon training เข้าไปในตารางการวิ่งเดิม
ทำนั่งเขย่งน่องนี้แหละ ฝึกplantarflexor และทำเป็นแบบ
หนักเลยอะ 90%ของแรงสูงสุด เกร็งค้างไว้ 3วิ พัก3วิ ทำ5เซ็ท เซ็ทละ4ที
14 สัปดาห์
เหตุผลว่าทำไม ต้องเป็น isometric ก็เพราะมันโดน Achilles tendonมากขึ้น แล้วถามว่าทำไมโดนมากขึ้น #มาเรียนครับBuildDistannerRunner 5555 😄 ลิ้งในคอมเม้น
หลัง 14 สัปดาห์ plantarflexor strength เพิ่มขึ้นประมาณ 10%↗️
ส่วน Achilles tendon stiffness เพิ่มขึ้นประมาณ 31%↗️↗️↗️
แสดงว่า training สามารถพัฒนาได้ทั้ง muscle และ tendon เลยจาก isometricง่ายๆ สั้นๆแบบนี้
แต่สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดไม่ใช่ตัวเลขสองตัวนี้ เพราะนักวิจัยไม่ได้สนใจแค่ #แรงเพิ่มขึ้นไหม? เขาดู economy
เขาให้นักวิ่ง วิ่งบน treadmill ความเร็วประมาณ 9 km/h แล้ววัด oxygen consumption และ metabolic energy cost ของการวิ่ง
และที่เจ๋งจัด เขาใช้ ultrasound ดูการขยับของ Soleus fascicle ระหว่างวิ่งด้วย ดังนั้นเขาสามารถดูได้ว่า หลังจากฝึกแล้ว Soleus ทำงานเปลี่ยนไปไหม
#ผลคือ หลังฝึก Soleus fascicle มีการเปลี่ยนแปลงของ shortening velocity โดยเฉพาะในช่วงแรกของ stance เรียกว่ามี enthalpy efficiency สูงขึ้น พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ Soleus สามารถสรา้ง mechanical work ในลักษณะที่ #คุ้มพลังงาน กว่าเดิมต่อให้น่องโดนยืดอยู่
Enthalpy efficiency ของ Soleus เพิ่มขึ้นประมาณ 15% ในช่วงที่ MTU กำลัง lengthen
แล้ว Running Economy ดีขึ้นเท่าไหร่?
4% ..... 4% บางคนบอกโหพี่กอล์ฟ หลักหน่วย!! งั้นก็จะบอกว่า มืงไม่อ่านไงงงง กูเคยเขียนแล้ว ว่ามันคือ single digitที่เปลี่ยนชีวิตต เราพัฒนาruning economyได้แค่หลักหน่วยเท่านั้นแหละ และ 4%แม่งเยอะมากกกกกกก (ไปอ่านเติม https://www.facebook.com/share/p/1DMgwJRf4o/ )
metabolic cost ลดลงประมาณ 4% อย่างรองเท้าsupershoeดังๆแบบ .... งานวิจัยต้นฉบับก็พบว่ารองเท้าสามารถลด energetic cost ของการวิ่งได้ประมาณ 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งแข่งขันแบบเดิม ๆ
ตัวเลขมันเลยน่าสนใจมากโคตร (ไปตามอ่านเอาไม่บอกรุ่น Hoogkamer W., et al, Sports Med. 2018)
Supershoe รุ่นต้นทาง ~4% reduction in energetic cost
14 สัปดาห์ของ plantarflexor muscle-tendon training ~4% reduction in energetic cost
คุ้มกว่านี้ไม่มีแล้ว ยังจะไม่ฝึกอีกเหรอะะะะะ
p.s. แต่ต้องบอกก่อน ว่า จริงๆก็เทียบไม่ได้ อันนี้เขียนให้มันดูว๊าวไปงั้น 😂 เพื่อความแฟร์ อยากให้เข้าใจแบบนี้ เทรนกล้ามเนื้อกับใส่รองเท้า ผลลัพธ์ในระดับ metabolic cost อยู่ใน magnitude เดียวกัน แต่อันหนึ่งใช้เทคโนโลยีจากภายนอก กับอีกอันหนึ่งใช้การปรับตัวของร่างกายตัวเอง
แล้วอีกอย่างคือ 4% reduction in metabolic cost ไม่เท่ากับ 4% faster running ไม่ต้องเอาเวลามา -4%อะไรงี้ คนละเรื่อง
แต่สำหรับนักวิ่งระยะไกล ประโยชน์ของ running economy คือ ถ้าเราต้องวิ่งด้วยความเร็วเดิมเป็นเวลานาน ต้นทุนพลังงานต่อหนึ่งก้าวที่ต่ำลง ก็หมายความว่าเรามี metabolic reserve เหลือมากขึ้น ไปได้อีกแหละ
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นนักวิ่งซื้อ supershoe คู่ละหลายพันหลายหมื่นเพื่อหวังลด running cost ลงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจลองถามตัวเองดูก่อนว่า แล้ว biological spring ของเราล่ะ… #เคยฝึกมันจริงจังหรือยัง?
Proc. R. Soc. B, Bohm S. et al. (2021)
กอล์ฟ
19/08/2026
พวกเราก็เป็นได้นะ ผู้หวังดี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการออกกำลังกายอ่ะ ไม่ต้องไปเรียนเพิ่ม ไม่ต้องไปหาชุดข้อมูลที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ นั่งเทียนเขียนแล้วถาม AI เอา 🤫
ใครก็เป็นผู้เชี่ยวชาญได้…แค่มี AI
เอาแค่เรื่องชะลอวัยก็ไม่ถูกแล้ว … Cortisol แบบ Acute / Transient นี้ช่วยเรื่อง Immune (เหมือน IL-6 ที่สูงไม่ดี ทำให้เกิดการอักเสบ แต่ถ้าออกมาตอนออกกำลังกายช่วยลดการอักเสบ ช่วยเรื่องความไวต่ออินซูลิน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ)
แล้วเวลาพูดถึงฮอร์โมน … สิ่งที่เราคาดหวังจากการยกน้ำหนัก สร้างความแข็งแรง ชะลอวัย ก็คือพวกอนาโบลิกฮอร์โมน (Anabolic Hormone) เช่น เทสโทสเทอโรน หรือโกรทฮอร์โมน … ต้องหนักพอควร (> 80% 1 Repetition Max)
แถมยังเป็นเครื่องมือเดียวที่ใช้ต่อกรกับโรคของความเสื่อมชราของร่างกายทั้งหลาย เช่น กล้ามเนื้อน้อย กระดูกบางหรือพรุน สมองถดถอย เส้นเอ็นสูญเสียความแข็งแรง รวมถึงมีประโยชน์ต่อโรค NCDs อื่นๆ แทบทั้งหมด (เพิ่มคุณภาพชีวิตและลดการเสียชีวิตในคนเป็นมะเร็ง ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ซึมเศร้า เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ)
เรื่องชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) การยกเวทหนักนี่สิ่งที่ต้องทำเลย ทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น ร่างกายสร้างแรงได้มากขึ้น เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ลดการบาดเจ็บ
นั่งเทียน 100%
แต่คนเชื่อเพียบ
🤦🏻♂️
Doctor Move
13/08/2026
จังหวะชุลมุน HYROX
ทุกคนรู้ว่า HYROX คนวิ่งดี ยังไงก็ได้เปรียบ คอร์สวิ่ง BDR รอบ 6กย มีโปรฯ นะ มาคู่ เหลือ 4️⃣5️⃣0️⃣0️⃣
ต่อคน ใครยังไม่มีคู่ลองลงชื่อไว้
ในคอมเม้นท์ เผื่อมีคนมาเห็น👌🏾
12/08/2026
โชคดีที่เลาเน้น RDL เน้นก้น😗
ปล.นี่แค่น้ำจิ้มนะ ในคลาสเราให้เหตุและผลในการฝึกมิติอื่น ๆ ที่พัฒนาการทำ Strength for Runners แบบมีงานวิจัยซับเพียบเลย ใครสนใจ รายละเอียดในคอมเม้นท์ฮะ Workshop รอบ 6 กย นี้ #ว่างอีก8slot
04/08/2026
ทุกคนอยู่ฝั่งไหนกันครับ
A ฝั่งวอร์มถึง เน้นทำตามระบบ ครบ ๆ แม้จะใช้เวลาเยอะหน่อย บางคนนี้ Warm up เสร็จ เกือบจะ Cool Down ต่อเลย
B เอาเท่าที่จำเป็น เน้นประหยัดเวลา
ออกตัวก่อนเลยว่าผมนี่คุ้นชิ้นกับตัว RAMP พอสมควรเลย เพราะถือตัวใบ CSCS ของทาง NSCA อยู่ และใช่ครับ…ผม B แค่พออุ่น ๆ แล้วใส่ plyos Explosive เอารู้ว่ากระตุ้นได้พอละ ทำไม่ค่อยครบหรอก 😂
29/07/2026
อยากล้ำสมัย มันไม่ได้ใช้แค่เทคโนโลยี มันต้องมีความรู้ควบคู่วิธีการ เพื่อนำไปปรับใช้ได้อย่างยั่งยืนด้วย
แล่วนี่เอาอะไรมาน๊อ แถม หลักฐานงานวิจัยอะไรกผ้ไม่ได้ชัดเจน แทนที่จะทุ่มเทลงไปสู่รากฐานในการสร้างคน😮💨
การตรวจ DNA เพื่อความเป็นเลิศทางกีฬา
🧐 วิทยาศาสตร์กีฬายุคใหม่ … หรือแค่การตลาด?
ปัจจุบันมีการทำการตลาดทำนองว่าอ่านพิมพ์เขียวชีวิตแล้วจะรู้ว่าลูกหลานเหมาะจะเป็นนักวิ่งสปรินท์หรือนักกีฬาระดับโลกไหม รวมถึงการปั้นวาทกรรมว่า “หมดยุคการฝึกเหมือนกันทุกคนแล้ว ต้องขยับไปสู่ Precision หรือ Personalized จากการตรวจ DNA”
แต่ถ้าเรามาดูหลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาและสรีรวิทยากันจริงๆ การจะหวังพึ่งผลตรวจ DNA เพื่อบอกว่าใครจะซ้อมกีฬาเก่งไหม หรือเอามาใช้ดีไซน์โปรแกรมซ้อมเนี่ย แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด
เหตุผลแรกเลยคือ ความสามารถของร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นค่า VO2 max, ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, หรือการระเบิดพลัง มันไม่ได้ถูกควบคุมด้วยยีนตัวเดี่ยวๆ แบบที่บริษัทตรวจชอบเอามาอ้าง เช่น ยีนสปรินท์เตอร์หรือนักกีฬายกน้ำหนักอย่าง ACTN3 หรือยีนสาย Endurance อย่าง ACE
ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์ทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า Polygenic Traits คือมียีนจำนวนมหาศาลทำงานร่วมกัน ยีนแค่ตัวสองตัวที่หยิบมาเคลมมีผลน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญอะไรเลยในการเปลี่ยนตารางซ้อม นี่ยังไม่นับอิทธิพลของ Epigenetics และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการแสดงออกของยีนอีกมหาศาล
ที่สำคัญคือ ในโลกวิทยาศาสตร์การกีฬาจริงๆ ⭐️เราไม่ควรฝึกนักกีฬาทุกคนเหมือนกันอยู่แล้ว⭐️ การทำ Personalized Training ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ต้องรอให้มี DNA Testing ถึงจะทำได้
เพราะในความเป็นจริง นักกีฬาแต่ละคนเล่นคนละตำแหน่ง มี Mentality ต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน สมรรถภาพกายและทักษะเฉพาะตัวไม่เท่ากัน โค้ชและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เข้าใจศาสตร์การซ้อม ย่อมต้องสร้างโปรแกรมแบบ Personalized ให้เหมาะกับแต่ละบุคคลผ่านกระบวนการ Needs Analysis และการประเมินร่างกายอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว
ต่อให้ย้อนดูงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การกีฬาจริงๆ จะพบเลยว่า ต่อให้เจาะลึกไปจนรู้สัดส่วนประเภทเส้นใยกล้ามเนื้อ (Muscle Fiber Type) มันก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นนักกีฬาระดับ Elite ได้
เพราะกีฬามันมีความเฉพาะเจาะจงต่อทักษะสูงมาก หรือที่เรียกว่า Task-specific คุณแข่งอะไรก็ต้องซ้อมแบบนั้น ซ้อมตามเป้าหมาย บริบทของการแข่งขันจริง และผลประเมินหน้างาน ไม่ใช่ซ้อมตามแผ่นกระดาษดีเอ็นเอ
และที่สำคัญกว่านั้น มันมีมิติเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวด้วยมหาศาล ทั้งเรื่องของวินัย กรอบความคิดแบบ Growth Mindset ไปจนถึงไหวพริบและการตัดสินใจในเสี้ยววินาที ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือผลผลิตจากชั่วโมงบิน ประสบการณ์ในสนาม สภาพแวดล้อมรอบตัว และการเคี่ยวกรำจากโค้ช ไม่ใช่สิ่งที่การตรวจดีเอ็นเอจะให้คำตอบได้
นอกจากเรื่องสรีรวิทยาแล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือมิติทางจริยธรรม (Ethics) โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ปกครองเอาผลตรวจ DNA ไปตัดสินและกำหนดชีวิตเด็กตั้งแต่ยังไม่รู้ความ การยัดเยียดให้เด็กซ้อมกีฬาเฉพาะทางตามกระดาษรายงานผล หรือในทางกลับกัน คือการตัดโอกาสเด็กไม่ให้เล่นกีฬาที่เขาชอบเพียงเพราะผลตรวจบอกว่ายีนไม่เด่น ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
มันคือการจำกัดพัฒนาการตามธรรมชาติ ปิดกั้นการเรียนรู้ทักษะที่หลากหลาย และทำลายความสนุกในการเล่นกีฬาของเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างนิสัยรักการเคลื่อนไหวในระยะยาว การเอาชุดข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ไปตีตราและขีดเส้นทางชีวิตให้เด็ก จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมและขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่ง
ส่วนข้ออ้างที่ว่า “ตรวจเก็บข้อมูลไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยให้ AI หรือ Machine Learning มาประมวลผลจัดการทีหลัง” ในมุมวิทยาศาสตร์ข้อมูลและ Data Science มีหลักการพื้นฐานง่ายๆ เลยคือ Garbage In, Garbage Out
การเก็บข้อมูล DNA โดยปราศจากข้อมูลอื่นๆ อย่างการซ้อม การนอน โภชนาการ การบาดเจ็บ หรือพัฒนาการทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่คุณจะได้ไม่ใช่ Predictive Model ที่ฉลาดขึ้น แต่มันคือการขุดเจอแค่ Noise หรือขยะทางข้อมูลที่เอามาใช้วางแผนการซ้อมจริงไม่ได้เลย (แปลว่าก่อนจะมาดูเรื่อง DNA ไปทำระบบการวัดผล การเก็บข้อมูลต่างๆ ให้แม่นยำก่อน)
ดังนั้น ถ้ามองในมุม Economic และสรีรวิทยาการกีฬา การเอาเงินก้อนโตไปทุ่มกับการผลักดันเรื่อง DNA ที่เป็นข้อจำกัดสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำมาก ในขณะที่รากฐานของนักกีฬาไทยยังไม่ได้ถูกเติมเต็ม จึงเป็นเรื่องที่ไม่ Sensible และผิดทิศผิดทางอย่างสิ้นเชิง
ลองหันมามองความเป็นจริงในวงการบ้านเราตอนนี้ นักกีฬาไทยจำนวนมากยังไม่มีแม้แต่โอกาสได้เจาะเลือดดูค่าสุขภาพพื้นฐานเพื่อป้องกันภาวะอย่างโลหิตจาง, REDs ยังเข้าไม่ถึงการทดสอบร่างกายที่ได้มาตรฐาน ไม่เคยได้ใช้อุปกรณ์ฟื้นฟูหรือ supplements ที่เหมาะสม และแทบไม่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญแบบกึ่งบูรณาการเลย ไม่ว่าจะเป็น Head Coach, Technical Coach, Strength & Conditioning Coach, นักกำหนดอาหาร หรือนักจิตวิทยาการกีฬา
สิ่งที่จะช่วยยกระดับนักกีฬาไทยให้ไปสู้ในระดับโลกได้จริงๆ คือการเอาทรัพยากรเหล่านั้นมาลงทุนกับระบบรากฐานที่จับต้องได้และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับชัดเจน
ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตามการซ้อมจริงอย่าง Blood Biomarkers, Heart Rate Variability (HRV), การฝึกเชิง Velocity-based Training (VBT), การวัดประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อด้วย Force Plate, เครื่องจับเวลาแบบเลเซอร์ ฯลฯ หรือแม้แต่การลงทุนกับอุปกรณ์ฝึกที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักกีฬาจำนวนมาก ร่วมกับการสร้างบุคลากรทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีประโยชน์ นำมาใช้ปรับปรุงตารางซ้อมรายสัปดาห์ได้
ไม่ใช่รหัสพันธุกรรมบนแผ่นกระดาษที่ตรวจกี่ทีก็เหมือนเดิมตลอดชีวิต แต่แทบจะเปลี่ยนการวางแผนซ้อมในชีวิตจริงไม่ได้เลย
Doctor Move