CW Audit Co.,Ltd. Accounting & Audit

ขายไฟฟ้า
28/09/2026

ขายไฟฟ้า

เจาะลึก Solar PPA ตาม TFRS 9

การรับไฟจริง (Physical) vs ชำระส่วนต่าง (Virtual) พร้อมการทำ Hedge Accounting!

พี่น้องครับเมื่อองค์กรทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PPA) ปัญหาใหญ่ของนักบัญชีคือ "แสงแดดผันผวน ปริมาณผลิตไม่แน่นอน" ทำให้การจัดประเภทสัญญาทางบัญชีตาม TFRS 9 มีความซับซ้อนและกระทบงบการเงินแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ลองมาดูกันว่าสัญญาแต่ละรูปแบบบันทึกบัญชีอย่างไร และหากเป็น Virtual PPA ที่เลือกใช้การบัญชีป้องกันความเสี่ยง (Hedge Accounting) จะช่วยลดความผันผวนของกำไรขาดทุนได้อย่างไร:
________________________________________
1) Physical PPA (มีการรับมอบและใช้สายไฟจริง)

• การจัดประเภท: บันทึกเป็น Executory Contract ภายใต้ข้อยกเว้น Own-use Exemption (เนื่องจากหลีกเลี่ยงการขายไฟส่วนเกินช่วงแดดจัดไม่ได้ แต่โดยรวมยังเป็น Net Buyer)

• การบันทึกบัญชี: บันทึกค่าไฟฟ้าตามต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นเมื่อรับมอบไฟ

• สิ้นงวด (31 ธ.ค.): ไม่ต้องประเมินมูลค่ายุติธรรม (No Mark-to-Market)
________________________________________
2) Virtual PPA — กรณีปกติทั่วไป (ไม่ใช้ Hedge Accounting)

• การจัดประเภท: จัดเป็น อนุพันธ์ทางการเงิน (Derivative) เพราะไม่มีการรับไฟจริง ชำระเฉพาะส่วนต่างราคาเป็นเงินสด (Net Cash Settlement)

• การบันทึกระหว่างงวด: รับ/จ่ายส่วนต่างราคาเข้า งบกำไรขาดทุน (P&L) ทันที

• สิ้นงวด (31 ธ.ค.): ต้องประเมินมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของสัญญา และรับรู้ผลกำไร/ขาดทุนจากการประเมินเข้า กำไรหรือขาดทุน (P&L / FVTPL) ทันที

• ข้อเสีย: ทำให้กำไรขาดทุนในงบการเงินผันผวนมากตามราคาพลังงานในตลาด
________________________________________
3) Virtual PPA — กรณีเลือกใช้การบัญชีป้องกันความเสี่ยง (Cash Flow Hedge Accounting)

หากกิจการกำหนดให้สัญญา Virtual PPA เป็น เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging Instrument) เพื่อตรึงราคาซื้อไฟฟ้าในอนาคตตาม TFRS 9:

• รายการที่ถูกป้องกันความเสี่ยง (Hedged Item): กำหนดเป็น "ปริมาณการซื้อไฟฟ้าคาดการณ์ในอนาคตที่ผันแปรตามการผลิตจริง" (ตามแนวปฏิบัติใหม่ที่ผ่อนปรนให้ใช้ปริมาณผันแปรได้)

• การบันทึกบัญชีสิ้นงวด (31 ธ.ค.):
o ผลกำไร/ขาดทุนจากการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสัญญาอนุพันธ์ ส่วนที่มีประสิทธิผล (Effective Portion) จะ ไม่บันทึกเข้า P&L
o แต่จะถูกนำไปพักไว้ใน กำไรขาดทุนเบื้องต้นอื่น (OCI — Cash Flow Hedge Reserve) ในส่วนของผู้ถือหุ้นก่อน

• เมื่อถึงงวดที่ซื้อและใช้ไฟฟ้าจริง:
o จึงค่อยรีไซเคิล (Recycle) ยอดกำไร/ขาดทุนสะสมจาก OCI ออกมาลบหรือบวกกับค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในงบกำไรขาดทุน (P&L) เพื่อหักล้างกับต้นทุนค่าไฟที่ปรับขึ้นลงในงวดนั้นๆ
________________________________________
จุดเน้นสำหรับการสอบ CPA

1. Virtual PPA ต้องประเมิน Fair Value วันสิ้นงวดเสมอ แต่ Hedge Accounting จะช่วย "ย้าย" ผลกระทบจาก P&L ไปพักที่ OCI ก่อน

2. เกณฑ์ใหม่ TFRS 9: อนุญาตให้ใช้ปริมาณไฟฟ้าคาดการณ์ที่ผันแปรตามการผลิตจริงเป็น Hedged Item ได้แล้ว ทำให้การทำ Hedge Accounting ในทางปฏิบัติทำได้ง่ายและสอดคล้องกับธรรมชาติของพลังงานทดแทนมากขึ้น
________________________________________
อัปเดต TFRS อย่างเจาะลึกและเตรียมตัวสอบ CPA ไปกับ CPA Solution สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนและปรึกษาการเตรียมสอบ: Inbox หรือ LineID: หรือเวบไซต์ cpasolution

เตรียมพร้อม  E- tax, E- receipt,E-CN,E-DN ราคาถูกกว่าพิมพ์กระดาษ ประหยัดค่าไปรษณีย์
24/09/2026

เตรียมพร้อม E- tax, E- receipt,
E-CN,E-DN ราคาถูกกว่าพิมพ์กระดาษ
ประหยัดค่าไปรษณีย์

22/09/2026

นำ TFRS 18 ไปใช้จริง: คู่มือภาคปฏิบัติสำหรับการจัดหมวดและปรับผังบัญชี

TFRS 18 ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาของงบกำไรขาดทุน แต่กำลังบังคับให้เราย้อนกลับไปถามว่า “ผังบัญชีที่ใช้อยู่ แยกข้อมูลได้ละเอียดพอสำหรับงบแบบใหม่หรือยัง”

งบกำไรขาดทุนภายใต้ TFRS 18 แบ่งรายได้และค่าใช้จ่ายออกเป็น 5 หมวด ได้แก่ การดำเนินงาน การลงทุน การจัดหาเงินทุน ภาษีเงินได้ และการดำเนินงานที่ยกเลิก

แต่เรื่องยากไม่ได้อยู่ที่จำชื่อทั้ง 5 หมวด

เรื่องยากคือ รายการหนึ่งควรอยู่ตรงไหน และระบบบัญชีของเราสามารถแยกรายการนั้นออกมาได้หรือไม่

จุดแรกที่ต้องตอบให้ได้ คือกิจการของเรามี “กิจกรรมธุรกิจหลักที่กำหนดไว้เป็นพิเศษ” หรือไม่ ได้แก่ การลงทุนในสินทรัพย์ หรือการจัดหาเงินทุนให้ลูกค้า

สำหรับกิจการผลิต ค้าขาย หรือบริการทั่วไป รายได้และค่าใช้จ่ายจากธุรกิจหลักจะอยู่ในหมวดการดำเนินงาน ขณะที่ผลตอบแทนจากสินทรัพย์บางประเภทจะอยู่ในหมวดการลงทุน และต้นทุนจากการจัดหาเงินทุนจะอยู่ในหมวดการจัดหาเงินทุน

แต่ถ้าการลงทุนหรือการให้สินเชื่อเป็นธุรกิจหลัก เช่น ธนาคาร บริษัทการเงิน หรือกิจการลงทุน การจัดหมวดอาจแตกต่างออกไป เพราะรายการที่กิจการทั่วไปมองว่าเป็น Investing หรือ Financing อาจกลายเป็น Operating สำหรับกิจการเหล่านี้

ดังนั้นก่อนแก้ Chart of Accounts อย่าเพิ่งเริ่มจากเลขบัญชี

เริ่มจาก Business Model ก่อน

เรื่องที่สอง คือหมวดการลงทุน

สำหรับกิจการทั่วไป รายได้และค่าใช้จ่ายจากสินทรัพย์บางประเภทที่สร้างผลตอบแทนโดยลำพัง เช่น เงินลงทุนบางประเภท เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์ทางการเงินบางรายการ จะต้องสามารถแยกออกจากผลการดำเนินงานได้

ตัวอย่างที่ควรกลับไปดูในผังบัญชี ได้แก่

ดอกเบี้ยรับจากเงินฝาก
ดอกเบี้ยรับจากตราสารหนี้
เงินปันผลรับ
รายได้และค่าใช้จ่ายจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนจากเงินลงทุนที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย

จุดที่ต้องระวังคือเงินลงทุนที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย เพราะ TFRS 18 กำหนดให้รายได้และค่าใช้จ่ายจากเงินลงทุนกลุ่มนี้อยู่ในหมวดการลงทุน แม้กิจการจะมีการลงทุนเป็นกิจกรรมธุรกิจหลักก็ตาม

เรื่องที่สาม และอาจกระทบระบบมากที่สุด คือหมวดการจัดหาเงินทุน

TFRS 18 แยกหนี้สินออกเป็นสองลักษณะ

ถ้าเป็นหนี้สินจากธุรกรรมที่มีเพียงการระดมทุน เช่น เงินกู้ หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน รายได้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องจะถูกพิจารณาตามหลักของหมวดการจัดหาเงินทุน

แต่หนี้สินอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น Lease liability, Provision for decommissioning หรือ Employee benefit obligation ไม่ได้เกิดจากธุรกรรมที่มีเพียงการระดมทุน

สำหรับกลุ่มนี้ เราต้องสามารถแยก “ดอกเบี้ยและผลจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย” ออกจากค่าใช้จ่ายส่วนอื่นได้

นี่คือจุดที่ Chart of Accounts เดิมอาจเริ่มมีปัญหา

ถ้าบัญชีหนึ่งบัญชีเก็บทั้งค่าใช้จ่ายหลัก ดอกเบี้ย และผลจากการเปลี่ยนแปลงประมาณการรวมกัน เมื่อถึงเวลาจัดทำงบตาม TFRS 18 ทีมบัญชีจะต้องกลับมาแยกข้อมูลด้วยมือทุกงวด

ระบบจึงควรแยกข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง

อีกเรื่องที่ต้องเตรียมคืออนุพันธ์ เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง และผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งการจัดหมวดต้องพิจารณาความสัมพันธ์กับรายการหรือความเสี่ยงที่เครื่องมือนั้นบริหารจัดการ และมีรายละเอียดหรือข้อยกเว้นเพิ่มเติมตามมาตรฐาน

ตรงนี้ไม่ควรใช้วิธีสร้างบัญชี “กำไรขาดทุนจาก FX” หรือ “กำไรขาดทุนจาก Derivative” เพียงบัญชีเดียวแล้วค่อยตัดสินตอนสิ้นปี

ระบบควรเก็บข้อมูลให้รู้ว่าแต่ละรายการสัมพันธ์กับ Operating, Investing หรือ Financing อย่างไร

ถ้าจะเริ่มเตรียม TFRS 18 วันนี้ ผมคิดว่ามี 4 งานที่ควรทำก่อน

1. Map บัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้ากับ 5 หมวดของ TFRS 18
2. ระบุบัญชีที่หนึ่ง Account มีรายการซึ่งอาจต้องไปมากกว่าหนึ่งหมวด
3. แยก Sub-account หรือเพิ่ม Dimension สำหรับรายการที่ต้องติดตาม เช่น ดอกเบี้ยจาก Provision, Lease liability, Employee benefits, FX และ Derivatives
4. ทดลองสร้างงบกำไรขาดทุนตาม TFRS 18 จากข้อมูลจริงหนึ่งงวด โดยไม่ใช้ Manual Adjustment

ข้อ 4 สำคัญที่สุด

ถ้าระบบสร้างงบไม่ได้โดยไม่เปิด Excel แล้วปรับตัวเลขด้วยมือจำนวนมาก นั่นเป็นสัญญาณว่าเรายังไม่ได้เตรียม “ระบบสำหรับ TFRS 18” เราเพียงเตรียม “วิธีแก้งบปลายทาง”

TFRS 18 จึงไม่ใช่งานของฝ่าย Financial Reporting ในช่วงปลายปีเท่านั้น

มันเริ่มตั้งแต่ Business Model → Accounting Policy → Chart of Accounts → Data Dimension → Closing Process → Financial Statements

กิจการที่เริ่ม Mapping วันนี้ จะเห็นปัญหาของข้อมูลก่อนถึงวันบังคับใช้

และสำหรับนักบัญชี นี่อาจเป็นคุณค่าที่สำคัญกว่าการรู้ว่ารายการไหนอยู่หมวดไหน เพราะหน้าที่ของเราไม่ใช่เพียงจัดงบให้ถูก แต่ต้องช่วยออกแบบระบบให้ “ตัวเลขที่ถูก” เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นทาง

ขอบคุณตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่จัดสัมมนาดี ๆ และเปิดพื้นที่ให้นักบัญชีได้อัปเดตความรู้เรื่อง TFRS 18 อย่างลงลึก โดยเฉพาะประเด็นการนำมาตรฐานไปใช้จริง หลายเรื่องทำให้ผมกลับมามองต่อว่า สิ่งที่นักบัญชีควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้ถึงวันที่มาตรฐานมีผลบังคับใช้ แต่คือการกลับไปดูข้อมูลและระบบของเราให้พร้อมตั้งแต่ต้นทาง

นักบัญชี เขียนถึงเพื่อนนักบัญชี

04/09/2026

ตัวอย่าง ประกาศแจ้งการนำส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ตุลาคม 2569
📌 เริ่ม 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป! ทุกบริษัทที่มีพนักงาน 10 คนขึ้นไป ต้องหักเงินพนักงาน – นายจ้างเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ✍️
*** ตามเงื่อนไขกิจการที่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

----------------------

💰 ใครต้องจ่ายบ้าง?
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574
💼 นายจ้าง: สมทบ 0.25% ของค่าจ้างลูกจ้าง
👷‍♀️ ลูกจ้าง: หักเงินสะสม 0.25% จากเงินเดือน
(1 ตุลาคม 2574 จะปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5%)
🔍 เงื่อนไขกิจการที่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
▪ กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
▪ กิจการที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่มีกองทุนสงเคราะห์ในบริษัทให้แก่ลูกจ้างที่ออกจากงานหรือเสียชีวิต
▪ หากกิจการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่มีลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือไม่สมัครเข้ากองทุนนั้น นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างกลุ่มนี้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
❌ ข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในบังคับให้ลูกจ้างต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุน
▪ นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน
▪ นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามกฎกระทรวง
▪ นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
▪ กิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เช่น มูลนิธิ สมาคม เป็นต้น

----------------------

📄 HR ต้องทำอะไร?
✅ หักเงินลูกจ้างจากเงินเดือน
✅ ต้องยื่นแบบฟอร์มแสดงรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดต่างๆ แบบฟอร์ม สกล.3 และ สกล.3/1
✅ หากมีการเปลี่ยนแปลงต้องแจ้งโดยใช้แบบ สกล.3/2
✅ ส่งเงินผ่านระบบ (รอประกาศแจ้งในส่วนของระบบอิเล็คทรอนิกส์อีกครั้ง)
✅ ทำแบบฟอร์ม สกล.5 ให้พนักงานระบุผู้รับผลประโยชน์
HR Thailand Member Download ได้ที่ 👇https://www.facebook.com/hrthailandcommunity/subscribe/

----------------------

#ติดตามเพจHRThailand เพื่อรับข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับHR การพัฒนาตนเองและการทำงานอีกมากมาย
💻 ติดต่องาน หรือ ลงโฆษณา
📩 InBox Page HR THAILAND
📲 โทร: 080-3283745
📧 Email: [email protected]

04/09/2026

"ผมทำมา 30 สัญญา ไม่เคยเสียภาษีสักบาท"

เทคนิคที่ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก
จนพี่นัยเข้าใจไปว่ามันคือ "เทมเพลท" ลับสุดยอด

พี่นัยยึดอาชีพรับซื้อฝากทรัพย์เป็นอีกอาชีพ เงินต่อเงิน
ด้วยเทคนิคคลาสสิกที่ถ่ายทอดกันมาในวงการ —
จดทุนเท่าไหร่ ตั้งสินไถ่เท่านั้น

เหตุผลฟังดูเหมือนผู้ชนะ
หน้ากระดาษไม่มีกำไร วันลูกค้ามาไถ่ ก็ไม่ต้องเสียภาษี

ในสัญญา ทด.49 จึงเขียนเหมือนกันทุกใบ
ราคารับซื้อฝาก หนึ่งล้านห้า
สินไถ่ หนึ่งล้านห้า
เท่ากันเป๊ะ


ลองกางตัวเลขจริงของดีล 1.5 ล้านดูสักดีล

หักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 ปี 270,000
หักค่าปากถุง 5% 75,000
หักค่าธรรมเนียมและภาษีการโอน 77,500
หักภาษีหัก ณ ที่จ่ายวันไถ่ 12,000
หักค่าอากรวันไถ่ 9,100

เบ็ดเสร็จ ลูกค้าถือเงินกลับบ้านจริงแค่ 1,056,400 บาท
แต่ในสัญญาเขียนยอดรับซื้อฝาก 1.5 ล้าน และตั้งสินไถ่ไว้ 1.5 ล้านเท่าเดิม
หมายถึงวันไถ่ ต้องได้เงินต้นคืน 1.5ล้านเป๊ะๆ

พี่นัยคิดว่าตัวเองไม่มีกำไร เพราะลบมันทิ้งไปแล้วบนกระดาษ
นี่แหละเกมชนะที่เป็นหลุมพราง —
เก็บกินส่วนต่างตั้งแต่วันแรกที่ทำขายฝาก
และความเคยชิน ก็ทำให้กล้าทำซ้ำแบบนี้ถึง 30 สัญญา


จนวันที่ฐานข้อมูลกรมสรรพากรสืบค้นเชื่อมกับกรมที่ดินได้
วันไถ่ วันโอน ยอดสัญญา ถูกดึงขึ้นมา
และชื่อพี่นัยก็ถูกเรียก เพราะไม่เคยยื่นภาษีสักปี

กลายเป็นช่วงเวลาพี่นัยนอนไม่หลับ
"ผมจะโดนอะไรไหม แล้วจะโดนเท่าไหร่"
"ผมก็ไม่ได้ทำผิดใช่ไหม ผมแค่ช่วยเขานะ"
"คนอื่นทำมาตั้งเยอะไม่เห็นโดน ทำไมคนอื่นไม่โดน ผมถึงโดน"

คำถามพวกนี้พาให้อดหลับอดนอนไปตาม ๆ กัน


วันเข้าพบ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดุ ไม่ได้ขึ้นเสียง
พูดเรียบ ๆ ว่า "คำชี้แจงของผู้เสียภาษี เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นไปตามนั้น
แต่ต้องขอพิสูจน์ด้วยเอกสารว่าถูกต้องตามที่ให้การไว้หรือไม่"

พอไล่ฝั่ง "รายได้" ครบ
มันมีทั้งยอดสินไถ่ และยอดราคาประเมินตอนโอนคืน —
สองรายการต่อหนึ่งสัญญา ตามมาตรา 40(8)
เก็บกันรายใบ รายยอด แบบเพลิน ๆ เพราะทุกอย่างอยู่ในระบบหมดแล้ว

แล้วก็มาถึงฝั่ง "รายจ่าย"

ใบแรก ทด.49 เขียนว่าจ่ายไป 1.5 ล้าน
ใบที่สอง สลิปโอนเงิน พิสูจน์เส้นทางได้แค่ล้านนิด ๆ
ส่วนที่เหลือคือเงินสด ไม่มีร่องรอย


นั่นแหละคือหมัดน็อก

เพราะภาษีเงินได้ตอนรับสินไถ่ ตามมาตรา 40(8)
กฎหมายให้คิดจาก "สินไถ่ ลบ ต้นทุนที่พิสูจน์ได้จริง"
ไม่ใช่ตัวเลขที่เท่ากัน ที่เขียนเอาไว้ในสัญญา

พอพิสูจน์ต้นทุนได้แค่ล้านเดียว
กำไรห้าแสนที่พี่นึกว่าลบทิ้งไปแล้ว ก็โผล่กลับมาเต็ม ๆ ต่อหนึ่งสัญญา

แล้วพี่ทำไว้กี่สัญญานะ — สามสิบ


ความเจ็บยังไม่หยุดแค่นั้น
เพราะมีดักซ้อนอีกชั้นที่คนรับซื้อฝากพลาดกันมากที่สุด

พี่นัยนึกว่า "รับสินไถ่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ" แล้วก็เลยไม่ต้องเสียอะไรเลย
ถูกครึ่งเดียวครับ — ยกเว้น SBT จริง
แต่ยกเว้น SBT ไม่ได้แปลว่ายกเว้นภาษีเงินได้ (ข้อหารือ กค 0702/5866)
ดอกเบี้ยและส่วนต่างที่เก็บกินทุกดีล ยังต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ทั้งก้อน

และการทำผิดสูตรเดิมซ้ำ 30 ครั้ง
ยกระดับจาก "ความไม่รู้" กลายเป็น "เจตนาหลบเลี่ยง"
ถ้ารีบยื่นเองก่อนถูกออกหมายเรียก เบี้ยปรับยังพอผ่อนหนักเป็นเบาได้
แต่เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (ม.27) เดินไม่หยุด ลดไม่ได้เลย


ที่เจ็บกว่าตัวเลข คือประโยคที่พี่นัยพูดกับตัวเอง
"ทำไมนายหน้าไม่เตือนผม เขาดูแลผมมาตั้งหลายปี
ดูแลคนอื่นอีกตั้งเยอะ ทำไมเขาไม่รู้"

แต่ความจริงที่เจ็บกว่านั้นคือ —
ถ้าวันแรกมีคนบอกความจริงทั้งหมด พี่จะยังทำไหมล่ะ

ขายฝากไม่ได้แพ้ตอนถูกเรียกตรวจ
มันแพ้ตั้งแต่วันที่นั่งเซ็นสัญญาโดยเข้าใจกฎหมายผิด


เรื่องของพี่นัยไม่ได้เริ่มพังตอนถูกตรวจ
แต่มันพังตั้งแต่คำถามที่ไม่มีใครชวนเขาคิดในวันแรก —
พอร์ตขนาดนี้ ควรทำในนามบุคคล หรือควรจดบริษัท

พี่นัยเดินสายบุคคลมา 30 สัญญาโดยไม่เคยตั้งคำถามนี้
พอปริมาณมันโตขึ้นเรื่อย ๆ โครงสร้างที่เคยพอไหว ก็กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่


📌 หลักสูตร "ภาษีผู้ประกอบการ จำนอง–ขายฝาก"
เจาะประเด็นที่ตัดสินเกมตั้งแต่วันแรก —
ทำในนามบุคคล หรือ นิติบุคคล
พอร์ตขนาดไหน จำนวนสัญญาเท่าไหร่ แผนโตแบบไหน เหมาะกับโครงสร้างแบบใด

เพราะคำตอบของ "เจ้าของพอร์ต 3 สัญญา" กับ "เจ้าของพอร์ต 30 สัญญา"
มันคนละเกมกันไหม ฐานเงินได้จะเป็นตัวตัดสิน

🗓 6 กันยายน 2569 · เวลา 09.00–17.00 น.
📍 สตาร์บัคส์ สาขาถนนราษฎร์พัฒนา
ทักมาคุยกันก่อนได้ที่ LINE:

ใครทำสายรับซื้อฝาก–จำนอง แล้วไม่แน่ใจว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหนของเส้นนี้

เราไม่รับประกันว่าแก้ของเก่าได้ทุกเคส แต่วางโครงสร้างไม่ให้เจ็บเหมือนพี่นัยได้

อย่ารอจนถึงวันที่ต้องไปนั่งตอบเจ้าหน้าที่ว่า "ส่วนต่างนี้ พิสูจน์ต้นทุนได้ไหม"
เพราะถึงวันนั้น คำตอบไหนก็ราคาแพงเกินกว่าจะจ่ายไหว

🥊 ถ้าเป็นคุณ ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเจ้าหน้าที่ในวันนั้น จะตอบคำถาม "พิสูจน์ต้นทุนได้ไหม" ว่าอะไร

ที่อยู่

95/59 หมู่ 18 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลบางพึ่ง
สมุทรปราการ
10130

เบอร์โทรศัพท์

0814859771

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CW Audit Co.,Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CW Audit Co.,Ltd.:

ทางลัด

แชร์